
‘ฟูจิตสึ’สบช่องปั๊มยอด ไอทีภาคธุรกิจเร่งลงทุนเพิ่ม
ปัจจุบันการทำงานในยุคดิจิทัล ไม่อาจพึ่งพาเรื่องของบุคลากรไอทีได้อีกแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับ
โดย...ณัฏฐ์ธยาน์ สุทธิเจริญ
ปัจจุบันการทำงานในยุคดิจิทัล ไม่อาจพึ่งพาเรื่องของบุคลากรไอทีได้อีกแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือ บุคลากรในส่วนนี้มีจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการของตลาดงาน ทำให้องค์กรธุรกิจต่างก็ต้องหาเครื่องมือมาสนับสนุนการทำงานเพื่ออำนวยความสะดวกของแผนกงาน อื่นๆ และเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจ เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปรวมทั้งพนักงานสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนกลางเพื่อทำงานได้แบบทุกที่ทุกเวลา
แอลฟี ลี มุน ชุง ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจบริการและโซลูชั่น บริษัท ฟูจิตสึ ซีสเต็ม บีสซีเนส (ประเทศไทย) กล่าวว่า ภาคองค์กรธุรกิจโดยทั่วไปที่ไม่เคยลงทุนด้านไอทีมาก่อน จะมีการลงทุนเพียง 1-2% ของรายได้ แต่เมื่อเห็นพฤติกรรมของลูกค้าที่ใช้งานดิจิทัลมากขึ้น ก็จะเพิ่มการลงทุนเข้าไปอีก
“การหาทีมพนักงานด้านไอทีเข้ามาช่วยสนับสนุนการทำงานระบบไอทีเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก อีกทั้งความตระหนักเรื่องดิจิทัลของผู้บริหารยุคเก่ายังมีอยู่ ทำให้บริษัทพัฒนาฟูจิตสึ สมาร์ทเวิร์คเพลสออกมา เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องของลดการลงทุนเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ คลาวด์ หรือแม้แต่บุคลากรที่จะคอยแก้ปัญหาตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งองค์กรที่เคยลงทุนด้านไอทีมาก่อนจะลงทุนเพิ่มขึ้นในเรื่องของความปลอดภัยและแอพพลิเคชั่นในการเข้าใช้งานของพนักงาน เพื่อให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่องแม้ไม่ได้เข้ามาในออฟฟิศ”
ปีที่ผ่านมา ฟูจิตสึฯ มีลูกค้าที่ได้ใช้งานสมาร์ทเวิร์คเพลสไปบ้างแล้ว ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจประเภทอาหารและก่อสร้าง และอยู่ในขั้นตอนเจรจาเพิ่มอีกหนึ่งราย ทางด้านของสมาร์ทเวิร์คเพลส จะมีวงจรที่ประกอบไปด้วย โมบิลิตี้และซีเคียวริตี้ คอลลาบอเรชั่น กรีนออฟฟิศ นั่นหมายความว่า องค์กรจะสามารถเข้าใช้งานระบบส่วนกลางผ่านอุปกรณ์สื่อสารได้อย่างปลอดภัย เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยประหยัดการใช้พลังงาน ทำให้ไม่ต้องลงทุนติดตั้งดาต้าเซ็นเตอร์หรือทีมงานที่ต้องดูแลเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่
“เรายังใช้กลยุทธ์เข้าทำตลาดในฐานลูกค้าองค์กรกลุ่มเดิมที่เคยใช้งานระบบต่างๆ ของฟูจิตสึฯ มาบ้างแล้ว แต่ก็มีการบอกต่อของผู้บริหารองค์กร หรือซีโอโอ ที่พึงพอใจในการใช้งาน ทำให้เรามีลูกค้ารายใหม่เพิ่มเติม ทั้งนี้ในเรื่องขององค์กรที่ไม่เคยลงทุนไอทีกับฟูจิตสึฯ จะใช้งบในการอุดปัญหาด้านไอทีเริ่มต้นที่ 5 ล้านบาท แต่เรื่องของเม็ดเงินไม่ได้เท่ากันทุกองค์กร เพราะฟูจิตสึฯ จะเข้าไปช่วยวางแผนตั้งแต่ขั้นต้นของการลงทุน ว่าส่วนใดที่ขาดและต้องหาโซลูชั่นไปช่วยเพิ่มเติม ถือว่าเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต เพราะบริษัทช่วยวางแผนเป็นโรดแมป ซึ่งจะเห็นผลในอนาคตได้อย่างแน่นอน”
แม้ว่าการลงทุนด้านไอทีจะอยู่ในช่วงรัดเข็มขัด แต่ทุกองค์กรมีการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องพัฒนาสินค้าและบริการมาตอบสนองทั้งลูกค้าและพนักงานที่ดี รวมไปถึงการเปิดเออีซี หรือบุกตลาดต่างประเทศ เพื่อช่วยให้องค์กรมีรายได้ ย่อมต้องการเครื่องมือที่มีความพร้อมสูง
“การลงทุนด้านไอทีขององค์กรในไทยยังโตอย่างต่อเนื่อง เพื่อการแข่งขันทั้งจากคู่แข่งภายในประเทศและธุรกิจจากต่างประเทศหลังการเปิดเออีซี ดังนั้นจึงต้องวางระบบต่างๆ เพื่อให้เข้าใช้งานผ่านอุปกรณ์สื่อสารได้อย่างปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่ยังเป็นการขยายสาขาจากญี่ปุ่นมาไทย ลูกค้ากลุ่มอื่นๆ ยังต้องทำตลาดผ่านคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง” แอลฟี กล่าวทิ้งท้าย







