
เปิดช่องบุกเวียดนาม อี-คอมเมิร์ซมาแรง
เวียดนามเป็นอีกประเทศหนึ่งที่คาดว่าตลาดอี-คอมเมิร์ซ จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปีนี้
โดย...ทีมข่าวประชาคมอาเซียนโพสต์ทูเดย์
เวียดนามเป็นอีกประเทศหนึ่งที่คาดว่าตลาดอี-คอมเมิร์ซ จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งในปีนี้ หลังจากในปีที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนาม ระบุว่า ยอดขายในตลาดอี-คอมเมิร์ซ มีมูลค่าประมาณ 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่คาดว่าบรรดาผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดตอนนี้อย่าง Lazada Tiki และ Zalora ซึ่งมีเงินทุนจากต่างประเทศจะเร่งขยายธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ของตัวเองผ่านช่องทางแอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์ไร้สายมากขึ้น และจะมีผู้ให้บริการอี-คอมเมิร์ซ จำนวนมากขึ้นที่จะเปิดตัวบริการเสริมต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า เช่น การจัดส่งสินค้าและการชำระเงิน เพื่อเติมเต็มกับระบบธุรกิจในปัจจุบัน
เว็บไซต์ vietnam-briefing ได้วิเคราะห์ตลาดอี-คอมเมิร์ซ ของเวียดนามไว้ว่า มีจุดแข็งสำคัญคือฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง โดยผู้ใช้อินเทอร์เน็ตประมาณ 36% ใช้เวลาออนไลน์ประมาณ 9 ชั่วโมง/วัน
ด้านรัฐบาลเวียดนามเองก็พยายามปรับปรุงกฎข้อบังคับต่างๆ เพื่อส่งเสริมธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เช่น ข้อบังคับที่คุ้มครองผู้บริโภค การช่วยให้ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น และภายในปี 2563 จะจัดสรรงบประมาณราว 111.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไอที ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ
ในอีกด้านหนึ่ง เวียดนามก็ยังมีจุดอ่อนซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของการทำธุรกิจนี้ คือ ระบบชำระเงิน โดยในปี 2557 พบว่าคนที่สั่งซื้อสินค้าออนไลน์ประมาณ 64% ยังนิยมจ่ายเงินสดเมื่อได้รับสินค้า และมีเพียง 7% เท่านั้นที่ชำระค่าสินค้าและบริการด้วยบัตรเครดิต
สาเหตุหลักที่ทำให้ชาวเวียดนามจ่ายเงินสดก็คือ ต้องการตรวจเช็กให้มั่นใจก่อนว่าสินค้าที่สั่งซื้อมีคุณภาพตรงกับที่ระบุไว้ในเว็บไซต์ อีกทั้งตอนนี้ยังมีชาวเวียดนามจำนวนมากที่ไม่มีบัตรเครดิต แต่ในเมื่อบริษัทอี-คอมเมิร์ซ ต้องการลูกค้า ก็จำเป็นต้องเปิดช่องทางเงินสด เพื่อให้ใครๆ เข้ามาซื้อหาสินค้าบนโลกออนไลน์ได้อย่างสะดวก
อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสมหาศาลในธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ ที่รอนักลงทุนต่างชาติอยู่ในตลาดแห่งนี้ โดยเฉพาะการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัท ซูมิโตโม ของญี่ปุ่น ได้ลงทุนในเว็บไซต์ค้าปลีกออนไลน์ Tiki.vn ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมาก
นอกจากนี้ เมื่อธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เริ่มเติบโตขึ้น บริษัทต่างๆ ก็เริ่มหันมาเจาะตลาดผู้ใช้อุปกรณ์ไร้สายอย่างสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันมีชาวเวียดนามมากกว่า 32 ล้านคนใช้สมาร์ทโฟน ซึ่งหลายคนใช้เพื่อเข้าอินเทอร์เน็ต
บริษัทวิจัยตลาดนีลเส็น เปิดเผยข้อมูลว่า ในช่วงปลายปี 2557 มีคนใช้สมาร์ทโฟนเวียดนาม 58% ช็อปปิ้งออนไลน์ เทียบกับสถิติเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 44% เท่านั้น
ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าแอพพลิเคชั่นต่างๆ เช่น อินสตาแกรม เป็นอีกช่องทางสำคัญที่ผู้ประกอบการจะใช้เพื่อเข้าถึงลูกค้าชาวเวียดนามได้ เช่นเดียวกับเว็บไซต์ฮิตอื่นๆ ที่ชาวเวียดนามนิยม
ท่ามกลางโอกาสที่ยังมีอีกมาก ก็ต้องไม่ลืมว่ามีเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซ ยอดนิยมอย่าง Food Panda เว็บสั่งอาหารออนไลน์ Beyeu เว็บขายอาหารและของใช้สำหรับเด็ก และ Deca เว็บขายเสื้อผ้าและเครื่องสำอาง ได้ตัดสินใจปิดกิจการในเวียดนามเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายอี-คอมเมิร์ซ จากกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าแนะนำว่า โดยทั่วไป ธุรกิจที่ต้องการอยู่รอดในวงการอี-คอมเมิร์ซ จะต้องเติบโตอย่างน้อยปีละ 25-30% และหากต้องการอยู่ในธุรกิจนี้ไปยาวๆ จะต้องตั้งเป้าหมายการเติบโตปีละ 50%
นอกจากนี้ vietnam-briefing ยังมองว่าหากต้องการอยู่รอดในธุรกิจ ผู้ประกอบการจะต้องสามารถคาดการณ์เทรนด์ในอนาคตได้ และสามารถตอบสนองกับความต้องการเหล่านั้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค เพราะหากคนซื้อไม่เชื่อมั่น คิดว่าสินค้าด้อยคุณภาพ หรือจะมีปัญหาเกี่ยวกับการจัดส่ง ก็จะกลายเป็นปัญหาเช่นกัน







