
ส่งเอสเอ็มอีลุยนอก
ลดต้นทุนแก้แรงงานขาดหนัก สิ่งทอก่อสร้างเกษตรมีแวว
โพสต์ทูเดย์
— บีโอไอหนุนเอสเอ็มอีลุยลงทุนประเทศเพื่อนบ้านแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน ลดต้นทุนพุ่งนางหิรัญญา สุจินัย ที่ปรึกษาด้านการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอมีแผนส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในระดับท้องถิ่นไปทำการตลาดและลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและต้นทุนการผลิตที่สูงในปัจจุบัน
ปัญหาดังกล่าวทำให้ขีดความสามารถการแข่งขันของเอสเอ็มอีลดลง โดยเบื้องต้นจะผลักดันกลุ่มสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม การก่อสร้าง และเกษตรแปรรูป ไปลงทุนในประเทศลาว พม่า เวียดนาม และกลุ่มประเทศแอฟริกา เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาบีโอไอได้นำผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย 300400 ราย ไปเจรจาทำการค้าและหาลู่ทางการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีหลายรายสนใจที่จะเข้าไปลงทุนเพราะมีต้นทุนในการผลิตที่ต่ำ
นอกจากนี้ ยังมีค่าแรงงานที่ไม่แพง และเมื่อประเมินจากจำนวนแรงงานที่มีอยู่ก็เพียงพอกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไทยจะเข้าไปลงทุน แต่มีบางรายที่ยังกังวลเรื่องความปลอดภัยและกฎระเบียบต่างๆ ในแต่ละประเทศ ที่อาจเป็นอุปสรรคในการทำธุรกิจ
บีโอไอได้แนะนำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีดำเนินการเฉพาะการค้าขายและศึกษาลู่ทางไปก่อน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นก่อนที่จะลงทุนการตั้งโรงงาน
ด้านนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า ปัจจุบันไทยเริ่มประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมแล้ว โดยเฉพาะภาคยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาตลอด
ดังนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมได้ร่วมมือกับกระทรวงแรงงานและกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาแรงงานให้เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
พร้อมกันนี้บีโอไอได้ผลักดันให้มีการจัดตั้งสถาบันอบรมวิชาชีพเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม
ในอนาคตเชื่อว่าผู้ที่จบการศึกษาระดับ ป.6 ที่ได้รับการอบรมจากสถาบันอาจมีเงินเดือนมากกว่าผู้ที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีได้ เพราะในอนาคตนายจ้างจะพิจารณาความสามารถของแรงงานที่สามารถทำงานให้ตรงกับความต้องการเป็นหลัก โดยจะให้ความสำคัญต่อใบปริญญาน้อยลง
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้ ส.อ.ท.ได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน โดยมีนายสมพงษ์ นครศรี รองประธาน ส.อ.ท. เป็นประธาน
คณะกรรมการชุดดังกล่าวจะมีการพิจารณาค่าจ้างแรงงานตามความสามารถและประสบการณ์ซึ่งจะทำให้แรงงานที่ไร้ทักษะได้รับค่าจ้างในอัตราที่สูงขึ้นจากเดิม510% เพื่อจูงใจให้เกิดการพัฒนาทักษะแรงงาน โดยคาดว่าจะมีการประชุมหารือเพื่อกำหนดกรอบแนวทางในการพิจารณาอัตราค่าจ้างใหม่ได้ภายในเดือนนี้
“
ขณะนี้ภายใน ส.อ.ท.ได้นำร่องพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยเริ่มจากกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็ก ทรอนิกส์และกลุ่มเครื่องปรับอากาศแล้ว เบื้องต้นจะใช้วิธีการทดสอบประเมินฝีมือแรงงานเพื่อวัดระดับทักษะของแรงงานว่ามีความสามารถอยู่ในระดับใด เพื่อนำมาเป็นตัวกำหนดค่าจ้างให้เป็นไปตามมาตรฐาน” นายพยุงศักดิ์ กล่าว






