
รัฐยัน ‘จังหวะเหมาะ’ เปิดสำรวจปิโตรเลียมรอบใหม่
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์
แม้ว่าวันที่ 1 ก.พ. ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น 32.89 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เช่นเดียวกับน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) ที่ปรับเพิ่มเป็น35.17 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล หลังรัสเซียระบุว่ายินดีจะเจรจากับกลุ่มโอเปกในการลดกำลังการผลิต
จากก่อนหน้านี้ที่ราคาน้ำมันดิบแตะระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปี เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสแตะระดับต่ำสุด 27.32 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และน้ำมันดิบเบรนต์ต่ำสุดที่ 27.77 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
มีการประเมินว่าปีนี้ราคาน้ำมันดิบจะทรงตัวที่ 20-40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยธนาคารโลกประเมินว่าจะอยู่ที่ 37 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
ขณะที่โกลด์แมน แซคส์ แบงก์ออฟอเมริกาและซิตี้กรุ๊ป มองว่าราคาจะอยู่ที่ 21-29 เหรียญสหรัฐ/ บาร์เรล เนื่องจากการผลิตน้ำมันล้นตลาด โดยเฉพาะหลังอิหร่านหลุดพ้นจากมาตรการคว่ำบาตรและตั้งเป้าจะผลิตน้ำมันออกสู่ตลาดโลก 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน ส่วนกลุ่ม ปตท.ประเมินว่าปีนี้ราคาน้ำมันดิบจะอยู่ที่เฉลี่ย 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับต่ำจะส่งผลให้บริษัทผู้ผลิตน้ำมันทั่วโลกชะลอการสำรวจและขุดเจาะน้ำมัน และทำให้ผู้ผลิตน้ำมันในอ่าวไทยมีแผนจะถอนแท่นจุดเจาะน้ำมัน แต่การเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 21 ของประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้าต่อ เนื่องจากไทยเว้นว่างจากการสำรวจหาแหล่งปิโตรเลียมใหม่ๆ มาแล้ว 8 ปี นับตั้งแต่ปี 2550
วีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ลดต่ำลง คงไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยต้องชะลอการเปิดสำรวจแหล่งปิโตรเลียมแห่งใหม่ เพราะต้องมองภาพรวมของประเทศมากกว่า และขอยืนยันว่าไทยจำเป็นต้องเร่งเปิดการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมให้มีความต่อเนื่อง เนื่องจากกระบวนการสำรวจและขุดเจาะต้องใช้เวลา
“ในทางกลับกันจากปัจจัยราคาน้ำมันขาลง ส่งผลให้อุปกรณ์การขุดเจาะปิโตรเลียม มีราคาที่ไม่แพง หาง่าย จึงน่าจะใช้จังหวะนี้มากกว่า และหากเปิดสำรวจแหล่งปิโตรเลียมรอบใหม่ในช่วงน้ำมันขาลงก็มั่นใจจะยังมีนักลงทุนสนใจ เพราะที่ผ่านมานักลงทุนได้สอบถามเข้ามาเป็นระยะๆ ว่าจะเริ่มเปิดได้เมื่อไหร่ ทุกคนยังหวังว่าจะมีการเปิด เช่น นักลงทุนญี่ปุ่น เพราะเขายังมั่นใจกติกา โดยเฉพาะระบบไทยแลนด์ทรีพลัสที่ยึดหลักการจ่ายผลตอบแทนให้ภาครัฐตามสัดส่วนปิโตรเลียมที่ขุดพบ หรือผลิตมากจ่ายมาก ผลิตน้อยจ่ายน้อย” วีระศักดิ์ กล่าว
วีระศักดิ์ มั่นใจว่า ระดับราคาน้ำมันไม่ต่ำกว่า 30 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ยังเป็นราคาที่จูงใจให้นักลงทุนยื่นขอสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในไทยอยู่ เพราะขั้นตอนการสำรวจไปจนถึงผลิตต้องใช้เวลา 5-6 ปี จึงเป็นโอกาสที่เหมาะสมที่จะเปิดสำรวจช่วงนี้ แม้ว่าราคาน้ำมันดิบที่ตกต่ำจะทำให้ผู้ผลิตปิโตรเลียมในอ่าวไทยไม่เพิ่มหลุมเจาะและรักษาระดับกำลังการผลิตไว้ให้เท่าเดิมก็ตาม
สำหรับความคืบหน้าการแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และ พ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ซึ่งเป็นจุดสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดว่าจะเปิดสำรวจฯ ได้เมื่อไหร่นั้น วีระศักดิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ร่างกฎหมายทั้งสองฉบับอยู่ในชั้นการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยเฉพาะกฎหมายปิโตรเลียมจะเพิ่มทางเลือกการสำรวจและขุดเจาะในระบบแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี) เข้าไปด้วย
“ที่มีการเสนอให้เพิ่มระบบรับจ้างผลิตนั้น ผมเห็นว่าระบบจ้างผลิตยังไม่เหมาะกับศักยภาพของแหล่งปิโตรเลียมในไทย เพราะเป็นแหล่งเล็กและหายาก แต่ถ้าให้เลือกน่าจะเป็นระบบสัมปทานในแปลงสำรวจใหม่ๆ มากกว่า เนื่องจากกฎระเบียบต่างๆ มีความชัดเจน แต่หากเป็นแหล่งที่มีศักยภาพหรือแหล่งในอ่าวไทยบางแหล่งก็ให้นำระบบพีเอสซีมาใช้” วีระศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ หากคณะกรรมการกฤษฎีกาสรุปร่างแก้ไขกฎหมายปิโตรเลียม 2 ฉบับเสร็จแล้ว จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สศช.) ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-4 เดือน และ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน คาดหวังว่าจะให้เปิดสำรวจให้ได้ภายในปีนี้
ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี แกนนำเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ระบุว่า เมื่อวันที่ 14 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้เข้าพบ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อนันตพร โดย คปพ.เสนอให้ตั้งคณะทำงาน 3 ฝ่าย เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายปิโตรเลียม 2 ฉบับ ซึ่งจะมีสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นฝ่ายเลขานุการ
“เพื่อความโปร่งใส อยากให้ใช้วิธีประมูลให้เอกชนเสนอผลตอบแทนสูงสุดให้รัฐเหมือนกับการประมูล 4จี” ม.ล.กรกสิวัฒน์ ระบุ







