
เร่งซ่อมถังก๊าซเก่าค้างสะสม8ล้านใบ
โพสต์ทูเดย์
— กรมธุรกิจพลังงาน ศึกษาแนวทางเร่งทดสอบและซ่อมถังก๊าซหุงต้มที่ค้างอยู่ 8 ล้านใบ ให้เร็วขึ้นนายองอาจ พร้อมจรรยากุล รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ว่าจ้างให้สถาบันปิโตรเลียมเข้ามาศึกษาหาวิธีการทดสอบและซ่อมบำรุงถังก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ที่มีอายุการใช้งานครบ 5 ปี และ 10 ปี ตามมาตรฐานให้เร็วขึ้นป้องกันไม่ให้มีถังก๊าซเหลือค้างในระบบ
ทั้งนี้เนื่องจากระบบการทดสอบแบบเดิมแม้จะได้ตามมาตรฐานของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) แต่ต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างมากและมีค่าใช้จ่ายที่สูงทำให้เกิดภาระกับผู้ค้ามาตรา 7 จนปัจจุบันยังมีถังก๊าซที่รอการทดสอบเหลือค้างอยู่อีก 8 ล้านใบ ในระบบ
ที่ผ่านมาพลังงานจังหวัดทั่วประเทศจะทำหน้าที่ตรวจสอบโรงบรรจุก๊าซ ซึ่งหากพบว่ามีถังก๊าซที่มีอายุการใช้งานครบ 5 ปี และ 10 ปี จะต้องส่งถังก๊าซไปให้ผู้ค้าก๊าซตามมาตรา 7 เพื่อทดสอบและหรือซ่อมบำรุงทันที
สำหรับถังก๊าซที่อายุเกิน 10 ปี จะสั่งงดบรรจุก๊าซและทำเครื่องหมายกากบาทสีดำบนถังก๊าซ ป้องกันไม่ให้มีการลักลอบกลับมาใช้ใหม่ และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในเรื่องความปลอดภัยของตัวถังก๊าซด้วย
ปัจจุบันการทดสอบถังก๊าซต้องใช้เวลา เนื่องจากมีจำนวนถังก๊าซที่ใช้หมุนเวียนในระบบอยู่ 25 ล้านใบ แต่ละปีจะมีถังก๊าซที่ต้องได้รับการทดสอบสภาพ 2.4 ล้านใบ และทุกๆปีจะมีถังก๊าซฯที่ครบกำหนดอายุต้องได้รับการทดสอบเพิ่มขึ้น ในขณะที่ไม่สามารถดำเนินการทดสอบได้ครบทั้งหมดตามจำนวน
“
การที่ดึงสถาบันปิโตรเลียมเข้ามาช่วยศึกษาหาแนวทางในการทดสอบถังก๊าซ เพราะต้องการได้วิธีที่ใช้ได้แบบรวดเร็วและใช้ได้แบบยั่งยืน ยอมรับว่าสาเหตุหนึ่งที่ล่าช้าเพราะการทดสอบและซ่อมถังมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างเยอะ แต่นอกจากนี้ยังพบว่าการทดสอบและซ่อมบำรุงถังก๊าซฯมีค่าใช้จ่ายพอสมควร ทำให้ผู้ค้าก๊าซฯต้องรับภาระในส่วนนี้ ซึ่งกำลังหาแนวทางช่วยผ่อนผันภาระตรงนี้ด้วย ในภาพรวมมาตรฐานถังก๊าซที่ใช้หมุนเวียนในระบบยังมีความปลอดภัย เพราะมีการดูแลกันอย่างใกล้ชิด” นายองอาจ กล่าว






