posttoday
ข้อคิดในการลดเหลื่อมล้ำจากหนังเกาหลี

ข้อคิดในการลดเหลื่อมล้ำจากหนังเกาหลี

28 กรกฎาคม 2553

....รศ.ดร.เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์ 

....รศ.ดร.เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์ 

 วันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสทานข้าวเย็นดูทีวีอยู่ที่บ้าน ซึ่งทางช่อง 3 ได้นำซีรีส์เกาหลีเรื่อง “ซอนต๊อก มหาราชินีสามแผ่นดิน” มานำเสนอ เนื้อเรื่องเป็นนวนิยายอิงประวัติ ศาสตร์ของอาณาจักรเกาหลีเมื่อประมาณ 1,400 ปีก่อน เป็นความบันเทิงที่แฝงข้อคิดด้านการบริหาร การเมือง และการปกครอง ทำให้น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง

และเผอิญตอนที่นำเสนอช่างสอดคล้องกับบริบท “ปฏิรูปประเทศไทย” โดยเฉพาะในประเด็น “ลดความเหลื่อมล้ำ” ที่เป็นข้อถกเถียงในสังคมไทยปัจจุบัน เนื้อหาของตอนนี้มีอยู่ว่า ในสังคมเกาหลีในขณะนั้นมี 2 กลุ่มอำนาจหลัก คือกลุ่มอำนาจเก่าที่ปกครองอาณาจักรมานมนาน ประกอบด้วยขุนนางและคหบดีผู้มั่งคั่งที่ตักตวงผลประโยชน์ส่วนใหญ่จากทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด ในขณะที่คนส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่ยากจนข้นแค้น แต่ต้องเป็นทหารปกป้องประเทศและเป็นแรงงานสร้างความมั่งคั่งให้กับชนชั้นสูง

ส่วนอีกกลุ่มเป็นฝ่ายปฏิรูปที่ต้องการสร้างความเป็นธรรมในสังคม ต้องการยกฐานะความเป็นอยู่และให้โอกาสทางสังคมกับชาวบ้าน ต้องการนำเสนอการเปลี่ยนแปลงที่จะลดช่องว่างระหว่างชนชั้นสูงและชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งมาตรการที่นำไปสู่ข้อโต้แย้งเป็นประเด็นเกี่ยวกับภาษีที่ดิน (ที่กระทรวงการคลังบ้านเราก็กำลังปลุกปั้นอยู่ในขณะนี้) โดยการเพิ่มอัตราภาษีที่ดินของเหล่าขุนนางที่ครอบครองที่ดินมหาศาล ทำให้มีฐานะความเป็นอยู่ที่ฟุ้งเฟื้อฟุ่มเฟือย และลดอัตราภาษีให้กับชาวบ้านที่มีที่ดินทำกินเพียงไม่มาก ทั้งนี้เพื่อเป็นการถ่ายเทความมั่งคั่งบางส่วนของขุนนางไปให้กับชาวบ้าน เพื่อให้มีรายได้มากขึ้นและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของฝ่ายปฏิรูปจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาขุนนางก่อนบังคับใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งสภาขุนนางที่ประกอบด้วยนักการเมืองที่เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัวต่างพูดว่า “เห็นด้วย” แต่กลับสร้างเงื่อนไขจนข้อเสนอดังกล่าวต้องพับไป ทำให้ชาวบ้านได้เห็นถึง “ความไม่จริงใจ” ของชนชั้นปกครองและพัฒนาเป็นความโกรธแค้นไม่พอใจจนต้องลุกฮือเรียกร้องความเป็นธรรมและโอกาสในสังคม

แม้จะเป็นบทละครที่แต่งขึ้น แต่ก็สะท้อนให้เห็นสัจธรรมว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำมีอยู่จริงและเป็นประเด็นของสังคมในทุกพื้นที่ทุกยุคสมัย ซึ่งต้องอาศัยผู้นำและจังหวะเวลาที่เหมาะสมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น ซึ่งสถานการณ์ในบ้านเรา ณ ขณะนี้นับว่า “เป็นใจ” กับการปฏิรูป เพราะทุกฝ่ายต่างยอมรับว่าความวุ่นวายที่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ส่วนหนึ่งมาจากปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่จริงในสังคมไทย และต่างเห็นด้วยกับการปฏิรูป ตลอดจนความพยายามในการยกฐานะความเป็นอยู่ของผู้ด้อยโอกาสและลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน

เพียงแต่บางส่วนก็เป็นผู้เห็นด้วยแต่ปาก แต่มือกลับ “ถือสาก” คอยทิ่มตำความพยายามในการปฏิรูป ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักวิชาการที่ออกบทวิจัยว่าด้วยความชุมนุมของ “ม็อบราชประสงค์” ที่ไม่ได้เกิดจากความเหลื่อมล้ำ เพราะพิสูจน์ได้ว่ารายได้เฉลี่ยของม็อบเสื้อแดงไม่ได้ต่ำกว่า “เส้นยากจน”ซึ่งผลการวิจัยอาจถูกต้องตามหลักวิชาการ แต่ “ไม่ถูกกาลเทศะ” เพราะการวิจัยควรมีวัตถุประสงค์สะท้อนความเป็นจริง “ที่เป็นคุณ” หรือเป็นประโยชน์ต่อสังคม ถ้าผลออกมาเป็นโทษต่อความพยายามสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี คงมีคำถามว่า “ทำไปทำไม” ทั้งๆ ที่ภาครัฐมีความพยายามแก้ปัญหานี้มาโดยตลอด เห็นได้จากแผนพัฒนาในทุกๆ ฉบับของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือที่ต่อมาเรียกว่าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต่าง ก็มุ่งแก้ปัญหาในประเด็นนี้

การที่โฆษณา “ขอโทษประเทศไทย” ของเครือข่ายพลังบวกไม่ได้ออกอากาศ ทั้งๆ ที่เป็นเจตนาดีในการปลุกจิตสำนึกให้ทุกฝ่ายยอมรับความผิดพลาด จะได้ร่วมกันแก้ไขและช่วยกันสร้างประเทศไปสู่หนทางพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นตัวอย่างให้เห็นว่าโรดแมปหรือหนทางปฏิรูปยังมีระยะทางอีกยาวไกล ทั้งนี้คงต้องให้กำลังใจผู้นำที่มีความจริงใจและความกล้าในการฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ รวมทั้ง “พวกมือถือสาก ปากถือศีล” ที่คอยขัดขวางความพยายามและเจตนาที่ดีในการสร้างความก้าวหน้าและความเป็นธรรมในสังคม

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน