
จับตาบอร์ดกสทฯ ปล่อยผีเอชเอสพีเอ ไลเซนส์ 3จี กทช.มีสิทธิสะเทือน
การประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ของ บริษัท กสท โทรคมนาคม ในวันที่ 29 ก.ค.นี้ มีวาระที่น่าจับตามองคือ การพิจารณาอนุมัติให้คู่สัญญาอย่าง บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่น หรือดีแทค และบริษัท ทรูมูฟ สามารถให้บริการ 3จี บนคลื่นความถี่เดิม หรือเอชเอสพีเอ แบบเชิงพาณิชย์ได้
ทั้งนี้ มติดังกล่าวถือเป็นท่าทีที่กลับลำอย่างชัดเจนของบอร์ด กสทฯ ยุคนี้ เพราะหากเทียบกับบอร์ด กสทฯ ชุดก่อนหน้าที่มีมติให้ กสทฯ ดำเนินการยกเลิกสัญญาการทดลองให้บริการเอชเอสพีเอของทรูมูฟ และถ่วงเวลาดีแทคในการให้บริการ 3จี แบบเก็บค่าบริการ
ก่อนหน้านี้ บอร์ด กสทฯ มีท่าทีที่แข็งกร้าวกับทรูมูฟถึงขั้นจะยึดคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ที่ให้ทรูมูฟทดลองให้บริการเอชเอสพีเอ ด้วยเหตุที่ทรูมูฟให้บริการ 3จี นอกพื้นที่ขออนุญาต และยังลักไก่เก็บค่าบริการ 3จี ทั้งๆ ที่ตามข้อตกลงนั้นต้องให้บริการฟรี
ขณะที่ฟากดีแทคไม่เคยได้รับอนุมัติให้เก็บค่าบริการ เพราะต้องรอคณะกรรมการมาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุน เป็นผู้อนุมัติ
อย่างไรก็ตาม ท่าทีที่เปลี่ยนไปของบอร์ด กสทฯ ครั้งนี้ แหล่งข่าวในบอร์ด กสทฯ เปิดเผยว่า เพื่อต้องการสร้างแรงจูงใจให้คู่สัญญาพัฒนาเทคโนโลยีบนคลื่นความถี่เดิม ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์กับ กสทฯ ในแง่ของส่วนแบ่งรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นจากค่าบริการ 3จี แล้ว ยังอยู่ในช่วงเวลาที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กำลังจะเปิดประมูลใบอนุญาตให้บริการ (ไลเซนส์) 3จี เดือน ก.ย.นี้ด้วย ซึ่งอาจส่งผลให้ค่ายมือถือบางรายเลือกที่จะไม่เข้าประมูล 3จี ก็เป็นได้
ทั้งนี้ เพราะ 2 สัปดาห์ก่อนหน้าที่ กทช.เปิดโฟกัสกรุ๊ปเพื่อรับฟังความเห็นจากเอกชนถึงเงื่อนไขการคืนสิทธิบริหารคลื่นความถี่เดิมหากประมูล 3จี ได้ ซึ่ง ทอเร่ จอห์น เซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหารดีแทค เป็นค่ายเดียวที่ขัดแย้งในเรื่องนี้ โดยต้องการให้ กทช.ตัดเงื่อนไขดังกล่าวออก เพราะไม่ใช่เรื่องจำเป็นสำหรับการประมูลคลื่นความถี่ 3จี เนื่องจากคลื่นความถี่ 2จี กับ 3จี ไม่ใช่คลื่นความถี่ย่านเดียวกัน จึงถือว่าไม่ซ้ำซ้อนและไม่รบกวนกัน และเห็นว่าการคืนสิทธิครั้งนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการแข่งขัน
นอกจากนี้ เมื่อดีแทคคืนสิทธิการบริหารไปให้ กสทฯ แล้ว การที่ กสทฯ จะอนุญาตให้ดีแทคใช้คลื่นอีกครั้ง อาจต้องผ่านคณะกรรมการมาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 ทำให้การให้บริการในระบบ 2จีเกิดความล่าช้า ส่งผลให้การคืนคลื่นเต็มไปด้วยความเสี่ยง เพราะ กทช.ไม่สามารถการันตีได้ว่าดีแทคจะได้คลื่นกลับมาบริหารได้เหมือนเดิมหรือไม่
ผลจากความเสี่ยงดังกล่าว อาจทำให้ดีแทคตัดสินใจไม่เข้าร่วมประมูล 3จี เพราะเห็นว่าคลื่นความถี่เดิมที่มีอยู่สามารถพัฒนาไปได้ไกลถึงเทคโนโลยีแอลทีอี (Long Term Evolution) ยิ่งเมื่อ กสทฯ อนุมัติให้บริการเอชเอสพีเอได้แล้ว ระยะเวลาสัมปทานของดีแทคอีก 8 ปีที่เหลืออยู่ และนานกว่าคู่แข่งอีก 2 ราย จึงเป็นไปได้สูงที่ดีแทคจะจริงจังกับการให้บริการเอชเอสพีเอ เพราะความเร็วของการให้บริการนั้นแทบไม่ต่างกับ 3จี บนคลื่นใหม่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์
ขณะที่ทรูมูฟเองแม้สัญญาจะเหลือเพียง 3 ปี แต่ก็ได้รับผลประโยชน์อย่างมาก เพราะหากไม่สามารถให้บริการเอชเอสพีเอได้ จะส่งผลกระทบอย่างจังต่อลูกค้าไอโฟนที่มีเกือบ 2 แสนราย ยังไม่นับรวมถึงผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไร้สายผ่านกลยุทธ์คอนเวอร์เจนซ์ของกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น อีกนับล้านราย ยิ่งเมื่อ ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหารกลุ่มทรูออกมาย้ำนักหนาว่า ราคาไลเซนส์ 3จี ของ กทช.ที่ 1.28 หมื่นล้านบาทนั้นแพงเกินไป การที่ กสทฯ พลิกบทบาทครั้งนี้ จะทำให้ทรูมูฟมีทางเดินธุรกิจโทรคมนาคมโดยไม่ต้องเข้าร่วมประมูล 3จี อีกรายหนึ่งก็เป็นได้
ขณะที่รายใหญ่อย่าง บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ที่ชัดเจนว่าพร้อมเต็มที่กับการเข้าร่วมประมูล 3จี ของ กทช. แต่การที่ บริษัท ทีโอที กำลังจะพัฒนาโครงข่ายไปสู่ 3.75จี เอไอเอสในฐานะคู่สัญญาหมายเลขหนึ่ง ก็ดูเหมือนจะมีตัวเลือกเพิ่มขึ้นนอกเหนือไปจากการประมูลไลเซนส์ 3จี ของ กทช.
การปล่อยผีเอชเอสพีเอของ กสทฯ ครั้งนี้ จึงเท่ากับเป็นการอุ่นเครื่องไปในตัวว่า จริงๆ แล้วไลเซนส์ 3จี ของ กทช.นั้นเอกชนจะควักเงิน 1.28 หมื่นล้านบาท ประมูลหรือไม่ หากมีเทคโนโลยีทางเลือกที่สูสีกับ 3จี อยู่ข้างหน้า







