
บจ.ตุนเงินสดเต็มมือ
บจ.กอดเงินที่ได้จากขายไอพีโอ-เพิ่มทุน เศรษฐกิจไม่เอื้อลงทุน น้ำมันทรุด SPRC กู้น้อย
บจ.กอดเงินที่ได้จากขายไอพีโอ-เพิ่มทุน เศรษฐกิจไม่เอื้อลงทุน น้ำมันทรุด SPRC กู้น้อย
รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ได้ทำการเพิ่มทุนและเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) ได้ทยอยรายงานผลการใช้เงินที่ได้จากการระดมทุน ซึ่งพบว่าส่วนใหญ่บจ.ยังไม่ได้ใช้เงินในการลงทุนตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้มากนัก และยังคงเหลือเงินไว้รองรับการขยายกิจการต่อไปในอนาคต
นายวิลเลี่ยม ลูอีส สโตน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 23 พ.ย.-1 ธ.ค. 2558 บริษัทได้ขายหุ้นไอพีโอจำนวน 197.22 ล้านหุ้น ที่ราคา
หุ้นละ 9 บาท หลังหักค่าใช้จ่ายแล้วทำให้ได้รับเงินจากการขายไอพีโอทั้งสิ้น 1,713.27 ล้านบาท มากกว่า ประมาณการเดิมที่คาดว่าจะได้ 1,534.6 ล้านบาท
ทั้งนี้ ตามแผนเดิมเงินที่ได้รับจากไอพีโอจะนำไปชำระคืนหนี้เพื่อปรับโครงสร้างทุนจำนวน 621.2 ล้านบาท และใช้เป็นทุนหมุนเวียน 913.4 ล้านบาท แต่ผลจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง และค่าการ
กลั่นอยู่ในอัตราที่สูง ทำให้ความจำเป็นในการกู้เงินลดลง จากที่คาดว่าจะต้องกู้ 350 ล้านเหรียญสหรัฐ เหลือเพียง 110 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าในเดือน เม.ย. 2559 จะกู้อีก 140 ล้านเหรียญสหรัฐ
“ราคาน้ำมันที่ลดลงและค่าการกลั่นที่สูงขึ้น ทำให้กระแสเงินสดของบริษัทเพิ่มขึ้น ทำให้การกู้เงินเกิดขึ้นน้อยกว่าที่ประมาณการไว้ และทำให้บริษัทยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เงินที่ได้จากการขายหุ้นไอพีโอ และสามารถนำไปเป็นทุนหมุนเวียนของบริษัททั้งหมด” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SPRC กล่าว
บริษัท แอ็ดวานซ์ อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี (AIT) รายงานว่า เงินเพิ่มทุนที่ได้ทั้งสิ้น 683.99 ล้านบาท ซึ่งครึ่งปีแรกได้ใช้ไปเล็กน้อย คงเหลือเงินเพิ่มทุนจำนวน 528.33 ล้านบาท ยังคงสำรองรองรับการขยายตัวของธุรกิจโครงการของบริษัท การขยายการลงทุนภายในประเทศ และรองรับการขยายตัวในทางธุรกิจสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) บริษัทกำลังพิจารณาโอกาสและจังหวะการลงทุนในระยะอันใกล้นี้ เพื่อมั่นใจว่าการลงทุนในอนาคตจะมีประสิทธิภาพ และให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้กับผู้ถือหุ้นและนักลงทุนที่ให้ความสนใจบริษัท
นายเชิดศักดิ์ วัฒนวิจิตรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง (TPCH) กล่าวว่า เงินที่ได้จากการขายไอพีโอจำนวน 1,111.47 ล้านบาทนั้น ตามแผนจะนำไปใช้ในการก่อสร้างและโครงการไฟฟ้าจำนวน 750 ล้านบาท แต่ใช้เงินไปเพียง 222 ล้านบาท คงเหลือเงินอีก 527.12 ล้านบาท ส่วนที่กันไว้เป็นเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 361.71 ล้านบาท ได้ใช้เงินไป 146.32 ล้านบาท ทำให้บริษัทยังคงเหลือเงินที่ได้จากการไอพีโอทั้งสิ้น 742.27 ล้านบาท
ขณะนี้บริษัทได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับพันธมิตรท้องถิ่นในประเทศกัมพูชา เพื่อศึกษาการเข้าไปลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล กำลังการผลิตประมาณ 90 เมกะวัตต์ (MW) โดยแบ่งเป็น 3 เฟส เฟสละ 30 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นไปตามแผนการขยายธุรกิจก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลออกไปสู่ภูมิภาคอาเซียน ส่วนอีก 5 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2563 ยืนยันว่าทำได้ถึง 200 เมกะวัตต์ ตามเป้าหมายแน่นอน
ขณะที่บริษัท เอสซีไอ อีเลคตริค (SCI) รายงานว่า เงินที่ได้จากการขายไอพีโอจำนวน 187.5 ล้านหุ้น ที่ราคา 5.90 บาท/หุ้น ได้รับเงินทั้งสิ้น 1,066.12 ล้านบาท ตามแผนจะนำเงินไปใช้ลงทุนผลิตโรงงานผลิตเสาไฟฟ้าแรงสูงและเสาโทรคมนาคมจำนวน 350 ล้านบาท แต่เงินยังคงเหลือ 350 ล้านบาท และใช้เป็นลงทุนในโครงการพลังงานทดแทน 450 ล้านบาท ก็ยังคงเหลือวงเงินเต็มทั้งจำนวน ส่วนที่จะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน 66.12 ล้านบาทนั้น ได้ใช้เงินไป 66.75 ล้านบาท ทำให้เงินเหลือในส่วนที่เป็นเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 99.78 ล้านบาท
นายสุรเดช เกียรติธนากร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ปัจุบันบริษัทที่เข้าระดมเงินในตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยการเสนอขายหุ้นไอพีโอจะมีเงินสดเหลืออยู่ในมือประมาณ 50% ของเงินที่ได้จากการระดมทุนมา ซึ่งบริษัทเหล่านี้อยู่ระหว่างการมองหาโอกาสที่จะลงทุน หรือซื้อกิจการอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติม
นอกจากนี้ ในส่วนของบริษัทที่อยู่ระหว่างการเตรียมตัวเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็เป็นกลุ่มเป้าหมายที่พร้อมจะเปิดทางให้นักลงทุนเข้าไปลงทุน ส่วนธุรกิจพลังงานก็สนใจที่จะขยายการลงทุนไปต่างประเทศ เนื่องจากธุรกิจในประเทศเริ่มอิ่มตัวและมีเงินสดในมือจำนวนมากต้องขยายการลงทุนไปต่างประเทศได้
ราคาหุ้นไอพีโอที่ผ่านมา SPRC ปัจจุบันปิดที่ 9.50 บาท สูงกว่าราคาไอพีโอที่ 9 บาท ส่วนหุ้นของ SCI ที่ขายไอพีโอ 5.90 บาท ปัจจุบันราคาหุ้นอยู่ที่ 8.40 บาท และหุ้น TPCH ขายไอพีโอ 12.75 บาท ปัจจุบันราคาปิดที่ 15.50 บาท







