
ภัทรเพิ่มพอร์ตลงทุน
กลุ่มภัทรตั้งเป้า 3 ปีลงทุนยาวผลตอบแทนสูง เตือนระวังหุ้นสื่อสาร-พลังงาน-แบงก์
กลุ่มภัทรตั้งเป้า 3 ปีลงทุนยาวผลตอบแทนสูง เตือนระวังหุ้นสื่อสาร-พลังงาน-แบงก์
นายกฤติยา วีรบุรุษ ประธานธุรกิจตลาดทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทุนภัทร และบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร เปิดเผยว่า แผนธุรกิจการลงทุนใน 3 ปีข้างหน้า (2559-2561) จะทยอยเพิ่มการลงทุนเฉลี่ยเป็นประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท/วัน จากปี 2558 ที่ใช้ประมาณ 8,000 ล้านบาท/วัน โดยสัดส่วนการลงทุนหลักประมาณ 80-90% ของบริษัทยังคงอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้นไทยและตลาดฟิวเจอร์ส
สำหรับพอร์ตลงทุนระยะยาวในจังหวะที่หุ้นไทยปรับตัวลดลงแรง เป็นโอกาสในการเลือกกลับเข้าลงทุนในหุ้นที่ปัจจัยพื้นฐานดี ไม่ได้ถูกกระทบตามภาวะตลาดหุ้น โดยมองว่าหุ้นกลุ่มที่มีพื้นฐานดีคือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร การบริโภคในประเทศ และบริการ
ในปี 2558 พอร์ตลงทุนหุ้นไทยระยะยาวของบริษัทลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาทเท่านั้น โดยถือเงินสดไว้จำนวนมากเพื่อรอจังหวะลงทุนหลังขายหุ้นออกไปค่อนข้างมากก่อนหน้านี้ โดยบริษัทสามารถสร้างผลตอบแทนการลงทุนรวมได้ในระดับเกิน 10% มีรายได้อยู่ที่ 1,056 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี พอร์ตการลงทุนในหุ้นระยะยาวของบริษัทจะไม่ให้ความสำคัญ รวมถึงมีความระมัดระวังในหุ้นบางตัวที่ราคาลดลงแรง เพราะมีการเปลี่ยนแปลงในด้านพื้นฐานในเชิงลบ ทั้งพลังงาน สื่อสาร ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาเพื่อติดตามการเปลี่ยนของพื้นฐานให้นิ่ง ซึ่งจะไม่ได้เกิดขึ้นเร็ว รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตที่ถูกผลกระทบจากปัญหาอุปทานส่วนเกินจำนวนมากจากทั่วโลก
“ราคาหุ้นบางตัวใน 3 กลุ่มนั้น มีปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนแปลง เมื่อราคาลดลงแล้วจะฟื้นกลับมาได้ไม่เร็ว จึงไม่ควรรีบซื้อสำหรับการลงทุนระยะยาว แต่ระยะสั้นมีโอกาสใช้เทรดดิ้งทำกำไร” นายกฤติยา กล่าว
ขณะที่เงินลงทุนของบริษัทใน 2-3 ปี ส่วนหนึ่งได้แบ่งกระจายการลงทุนในกลุ่มตลาดหุ้นเวียดนาม โดยมีนโยบายการลงทุนในระยะยาว เพราะเป็นประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจที่สูง ซึ่งในปี 2558 บริษัทแบ่งเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศประมาณ 1,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่ลงทุนในประเทศใกล้เคียงในภูมิภาค
สำหรับพอร์ตการลงทุนของบริษัทไม่ได้มีผลตอบแทนที่ขึ้นหรือลงผันผวนตามตลาดหุ้นไทย เนื่องจากพอร์ตหลักจะมีการอาบิทาดระหว่าง 2 ตลาด คือ ตลาดหุ้น และตลาดฟิวเจอร์ส ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีโดยใช้โอกาสในช่วงจังหวะที่ตลาดหุ้นผันผวนทั้งการชอร์ตหรือลองหุ้น สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีเช่นกันในช่วงที่หุ้นผันผวน
นายกฤติยา กล่าวถึงการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจตลาดทุนว่า กำไรจะมาจาก 3 ธุรกิจในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน คือ ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ลูกค้าสถาบัน ธุรกิจการลงทุน และเวลท์ เมเนจเมนต์
ด้านงานที่ปรึกษาทางการเงินในปี 2559 จะมีลูกค้าออกหุ้นกู้มากขึ้น มูลค่ารวมประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาท เป็นกลุ่มสื่อสาร กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนภาครัฐ ที่มีความต้องการใช้เงินลงทุนเพิ่มมากขึ้น จากปี 2558 ที่มีมูลค่าประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท เฉพาะบริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) เพียงรายเดียวออกหุ้นกู้มูลค่าสูงประมาณ 2 หมื่นล้านบาท
นอกจากนั้น บริษัทจะมีความร่วมมือภายในกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรมากขึ้น หลังจากการควบรวมกิจการได้ตั้งสายงานตลาดเงินและสินเชื่อบรรษัทขึ้นมาใหม่ เพื่อทำงานร่วมกับสายงานวาณิชธนกิจเพื่อให้บริการผลิตภัณฑ์ที่ครบให้กับลูกค้ากลุ่มบรรษัทรวมถึงจะรุกการทำผลิตภัณฑ์กลุ่มสตรักเจอร์โปรดักต์ และออปชั่นโปรดักต์มากขึ้น ส่วนการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินทำดีลหุ้นเพิ่มทุนที่เสนอให้กับประชาชนทั่วไป (ไอพีโอ) และเพิ่มทุนแบบทั่วไป (พีโอ) จำนวน 4-5 ดีล มูลค่าประมาณ 5,000-3 หมื่นล้านบาท/ดีล รวมถึงมีงานที่ปรึกษาการควบรวมหรือเข้าซื้อกิจการอีกจำนวนหลายดีล
นายกฤติยา กล่าวอีกว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปี 2559 มีเป้าหมายดัชนีที่ 1,350 จุด อัตราราคาต่อกำไรต่อหุ้น (พีอี) ที่ 13 เท่า โดยภาพตลาดปลายปีนี้จะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้นจากราคาน้ำมันที่มีโอกาสฟื้นรีบาวด์ขึ้นจากความเสี่ยงที่มีโอกาสลงไปที่ 25 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยปี 2559 จะใกล้เคียงปี 2558 ที่ประมาณ 4.4-4.5 หมื่นล้านบาท/วัน







