posttoday
สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ คลัสเตอร์ชาวนาไทย

สมาร์ท ฟาร์มเมอร์ คลัสเตอร์ชาวนาไทย

27 มกราคม 2559

โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล

โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล

ด้วยพื้นเพเป็นลูกชาวนา ที่เติบโตมากับการทำนามาตั้งแต่เด็ก ทำให้ ปัญญา ขันทอง อดีตผู้จัดการโรงงานผลิตอุปกรณ์ล็อกเบรกรถยนต์ จ.สมุทรปราการ ตัดสินใจกลับบ้านเกิดใน จ.สุพรรณบุรี พร้อมนำประสบการณ์และความรู้ในการทำงาน โดยเฉพาะด้านบริหารจัดการมานานกว่า 12 ปี กลับมาใช้กับการทำนา ในรูปแบบการเกษตรเชิงผสมผสาน

ปัญญา เล่าว่า จุดเปลี่ยนความคิดที่ตัดสินใจออกจากงานประจำ เริ่มขึ้นจากการตั้งคำถามกับตัวเองว่า หากเมื่อถึงอายุเกษียณแล้วตัวเองจะทำอะไรในตอนที่อายุ 50-60 ปี และเมื่อได้คำตอบว่าต้องการกลับบ้านเพื่อไปทำเกษตร จึงตัดสินใจบอกกับที่ทำงานล่วงหน้า 5 ปี เพื่อเตรียมตัวลาออกจากงานประจำ ซึ่งในช่วงระหว่างนี้ก็เริ่มศึกษาการทำเกษตรแบบผสมผสานควบคู่กันไป

กระทั่งครบระยะเวลาตามแผนที่วางไว้ ปัญญา วัย 45 ปีในปัจจุบัน จึงเดินเข้าสู่การเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมนำเทคโนโลยีและการบริหารจัดการการผลิตด้านการเกษตรสมัยใหม่กลับมาใช้กับที่นาของตัวเอง

ในช่วงแรกนั้น เป็นช่วงลองผิดลองถูกหลายๆ อย่าง แต่ก็มองว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี อย่างพืชตัวแรกที่ทดลองปลูกในที่ดิน คือ ผักหวานป่า ซึ่งนำมาลงกว่า 30-40 ต้น แต่กลับได้ผลผลิตจริงราว 3-4 ต้นเท่านั้น ซึ่งความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการใช้ระบบคิดที่ใช้เงินเป็นตัวตั้ง ด้วยเชื่อว่าหากปลูกพืชจำนวนมากๆ ผลตอบแทนก็น่าจะได้รับกลับคืนมามากเช่นกัน

จากนั้นจึงมองหาโอกาสทางการพัฒนาการเกษตรแนวใหม่ โดยทดลองปลูกข้าวอินทรีย์ หรือออร์แกนิก ซึ่งเมื่อนำมาแปรรูปแล้ว จะได้ผลผลิตที่มีราคาสูงกว่าข้าวที่ปลูกทั่วไป ด้วยแบ่งผืนนาที่มีอยู่ 6 ไร่ ซึ่งเป็นที่ทำกินของที่บ้าน ส่วนหนึ่งเป็นการปลูกข้าวสายพันธุ์ปกติคิดเป็นสัดส่วนราว 50-60% และที่เหลืออีก 30-40% เป็นการปลูกข้าวอินทรีย์ของเขาเอง

“ต้นทุนการปลูกข้าวต่อไร่ของชาวนาทั่วไป หากไม่รวมการเช่าที่นา อยู่ที่ราวๆ 3,600 บาท/ไร่ จะได้ผลผลิตต่อไร่ราว 1 ตัน และขายข้าวเปลือกได้อยู่ที่ 7,500 บาท ส่วนข้าวออร์แกนิกจะมีต้นทุนต่ำกว่าราว 25% เพราะไม่มีต้นทุนจากปุ๋ยเคมี แต่มีผลตอบแทนสูงกว่าหากนำไปแปรรูปแล้ว เฉลี่ยต่อกิโลกรัมอยู่ที่ 30-35 บาท และหากเป็นไรซ์เบอร์รี่อยู่ที่ 60-65 บาท/กิโลกรัม” ปัญญา เสริม

จากประสบการณ์ในการทำเกษตรที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริง จึงได้วางแผนระยะยาวต่อไปจากนี้ 5 ปีข้างหน้า จะสามารถสร้างกลุ่มหรือเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ “สมาร์ท ฟาร์มเมอร์” ให้เกิดขึ้นในชุมชนหนองบัวทอง จ.สุพรรณบุรี โดยไปพร้อมกับการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวอินทรีย์ที่มีคุณภาพ และมีจำนวนเพียงพอต่อการส่งต่อให้กลุ่มชาวนารุ่นใหม่สามารถนำไปปลูกต่อได้ในที่นาข้าวของตัวเองควบคู่ไปกับการเกษตรผสมผสาน ทั้งปลูกพืชอื่นๆ หรือการขุดบ่อเลี้ยงปลาต่างๆ

จากเดิมชาวนาไทยส่วนใหญ่ที่ปลูกข้าวยังต้องขายข้าวเปลือกเพื่อซื้อข้าวสารมากินต่ออีกทอดหนึ่ง ด้วยข้าวที่นำมาปลูกนั้นมักจะเป็นสายพันธุ์ ก. ข. ที่รับมาจากรัฐอีกที ซึ่งเป็นข้าวคุณภาพต่ำเอามาปลูกเพื่อนำไปขายคืนให้กับนายทุน เพื่อทำตลาดส่งออกในประเทศที่ยากจนอีกทีหนึ่ง

ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถเดินไปได้ตามแผนที่วางไว้ เบื้องต้นยังได้มีการรวมกลุ่ม (คลัสเตอร์) เป็นเกษตรกรอินทรีย์รุ่นใหม่ เพื่อสร้างเป็น “ยัง ฟาร์มเมอร์” ชาวนารุ่นใหม่อายุไม่เกิน 50 ปี หรือมีที่ต่ำกว่าอายุ 40 ปีลงไป ที่สนใจนำเทคโนโลยีและหลักการบริหารจัดการมาใช้ร่วมกับการเกษตรกรรม โดยเฉพาะการทำเกษตรแบบผสมผสานบนที่ทำกินของตัวเอง

ด้วยมองว่าในอนาคตแม้จะมีเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมไม่ถึง 10 รายก็ไม่เป็นไร เพราะไม่ได้มองถึงเงินเป็นตัวตั้ง แต่ต้องการให้เกษตรกรชาวนาไทยมีคุณภาพชีวิต และผลผลิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม

ปัจจุบันบนที่นาของเขา นอกจากจะปลูกข้าวอินทรีย์เพื่อทำตลาดภายใต้แบรนด์ปันสุขแล้ว ยังมองเรื่องการนำไม้เศรษฐกิจมีราคา อย่างไม้สัก มะฮอกกานี มาลงระหว่างคันนาเพื่อรอเก็บผลผลิตในระยะยาว รวมไปถึงขุดบ่อเลี้ยงปลาดุก ปลาช่อน ปลาหมอ และไก่ดำ บนผืนที่ทำกินแห่งนี้ด้วย ซึ่งต่อปีวางเป้าสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 3.5 แสนบาท ก็ถือว่าน่าพอใจแล้ว

เกษตรกรรุ่นใหม่ที่หวังพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้โตไปด้วยกันในรูปแบบคลัสเตอร์

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน