
"เบนซ์ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด" แรงหรูรักษ์สิ่งแวดล้อม
เมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นผู้เล่นในตลาดอีกรายที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมยานยนต์เพื่อสิ่งแวดล้อม
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์
สัปดาห์นี้อยู่กับยนตรกรรม ล้ำโลกอีก 1 รุ่น ที่ล่าสุดได้มาเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการสำหรับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ รุ่น เอส 500 อี และ ซี 350 อี ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยี ปลั๊ก-อิน ไฮบริด ใส่มาไว้ในทั้งสองรุ่นเป็นครั้งแรก
คงกล่าวได้ว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นผู้เล่นในตลาดอีกรายที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมยานยนต์เพื่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากทั้งสองรุ่นมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) อยู่ที่ 58-62 กรัม/กม. เท่านั้น ซึ่งถือได้ว่ามีปริมาณต่ำมากสำหรับรถยนต์คันหนึ่งที่วิ่งบนท้องถนน
ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในปี 2559 บริษัทยังคงเป้าหมายในการมุ่งมั่นพัฒนารถยนต์ที่สามารถตอบสนองได้ทุกความต้องการและทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค พร้อมการสานต่อเจตนารมณ์ในการมอบ “สิ่งที่ดีที่สุด” เพื่อสะท้อนคุณค่าของแบรนด์ทั้งในด้านความหลงใหล (Fascination) และความสมบูรณ์แบบ (Perfection) ให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
สำหรับเทคโนโลยีปลั๊ก-อิน ไฮบริดดังกล่าวนั้น นับเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนารถยนต์ที่ปราศจากการปล่อยไอเสีย (Zero Emission) ในอนาคต ซึ่งเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะสามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า หรือการขับขี่ด้วยไฮบริดที่ทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าไว้ด้วยกัน
ดังนั้น บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จึงได้จัดให้มีการทดสอบบนเส้นทางเชียงใหม่-เชียงราย ระยะทางราว 200 กม. บนสภาพเส้นทางที่ถือได้ว่ามีความท้าทายและรีดสมรรถนะการขับขี่ของตัวรถออกมาได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นทางคดโค้งขึ้นลงเขา ทางตรงยาวบนถนนไฮเวย์ หรือแม้กระทั่งทางในตัวเมือง
“โพสต์ทูเดย์” ได้ลองขับในรุ่น เอส 500 อี เอเอ็มจี พรีเมียม สนนราคาค่าตัวคันนี้อยู่ที่ 6.99 ล้านบาท ซึ่งต้องบอกเลยว่าผ่านตรงไหนใครก็เหลียวหลังมองเพราะเมื่อนำชุดแต่ง เอเอ็มจี มาใส่ไว้ในรุ่นดังกล่าวนี้จึงผนวกความหรูหราและความสปอร์ตแนววีไอพีได้ดี
รูปลักษณ์หน้าตาการออกแบบนั้นไม่ต่างจากรุ่น เอส และ ซี ที่เป็นรุ่นปกติเท่าไรนัก เพียงแต่ด้านท้ายมีจุดหนึ่งที่ต้องถือเป็นไฮไลต์สำคัญเลยก็ว่าได้คือ จุดเชื่อมต่อปลั๊ก ซึ่งถูกวางตำแหน่งอยู่ที่กันชนด้านท้ายมีฝาปิด-เปิด แลดูสวยงามดี
ขณะที่ภายในห้องโดยสารในรุ่นดังกล่าวนั้นครบเครื่องเพียบพร้อมและเกินความคาดหวังไปเสียอีก ยกตัวอย่างให้เห็นภาพคือ เบาะที่นั่งด้านหลังฝั่งซ้ายมีที่รองขาแบบปรับระดับได้พร้อมที่วางเท้า ม่านบังแดดด้านหลังและด้านข้างเลื่อนขึ้นลงด้วยระบบไฟฟ้า จอภาพพร้อมปุ่มควบคุมด้านหลัง เอาเป็นว่ามีไว้ให้ใช้ได้แบบเหลือเฟือ
มาถึงไฮไลต์สำคัญเรื่องเครื่องยนต์และสมรรถนะการขับขี่ของเครื่องยนต์ เบนซิน วี 6 สูบ ขนาด 3.0 ลิตร เทอร์โบคู่ พร้อมอินเตอร์คูลเลอร์ให้กำลังสูงสุด 333 แรงม้า ที่ 5,250-6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 480 นิวตัน-เมตร ที่ 1,600-4,000 รอบ/นาที ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 116 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 340 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ด้วยระยะเวลา 5.2 วินาที
นอกจากนั้น ยังทำงานร่วมกับระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย และระบบความปลอดภัยเต็มพิกัด
การขับขี่โดยเฉพาะในโหมดไฟฟ้าล้วนๆ นั้น ไม่แตกต่างกับการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ สามารถทำความเร็วได้สูงสุด 130 กม./ชม. และขับขี่ได้ในระยะทางราว 30 กม. ต่อการชาร์จไฟสำหรับแบตเตอรี่เต็ม 1 ครั้ง ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายต่อการชาร์จ 1 ครั้ง คิดเป็นเงินประมาณไม่เกิน 20 บาท ใช้เวลาในการชาร์จ 6-8 ชั่วโมง
ดังนั้น จึงเหมาะกับการวางแผนการเดินทางและการใช้พลังงานให้ถูกจังหวะ ยกตัวอย่างเช่น หากขับขี่นอกเมืองหรือบนทางด่วนก็ใช้ระบบไฮบริดปกติ แต่พอเมื่อเข้าเมืองที่เจอการจราจรติดขัดก็ใช้ระบบไฟฟ้า เพื่อความเหมาะสมในการบริหารจัดการพลังงานในรถยนต์คันนี้
ขณะที่ในช่วงย่านความเร็วสูงความสนุกสนานในการขับขี่ก็ไม่หายไปไหนทั้งในระบบไฮบริดและระบบไฟฟ้า น้ำหนักพวงมาลัยเหมาะมือดี ความเงียบภายในห้องโดยสารประทับใจ การตอบสนองของเครื่องยนต์ไหลลื่นต่อเนื่องดีทุกย่านความเร็ว อีกทั้งความนุ่มนวลของการเปลี่ยนเกียร์และจังหวะอัตราทดต่างๆ นั้นลงตัวพอเหมาะ
สำหรับช่วงล่างการทรงตัวนุ่มนวลสไตล์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ แต่ประสิทธิภาพการเกาะถนนทำได้ดีพอประมาณ มีบ้างที่จังหวัดเข้าโค้งด้วยความเร็วประมาณหนึ่งต้องแต่งพวงมาลัยแตะเบรกในโค้งบ้างเล็กน้อยเพื่อให้เข้าได้อย่างสวยงาม ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการถ่ายเทน้ำหนักที่มีเพิ่มเติมเข้ามาของแบตเตอรี่ก็เป็นได้
สรุปสุดท้าย สำหรับ เมอร์เซเดส- เบนซ์ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด 2 รุ่นแรก ที่พร้อมด้วยเทคโนโลยีรักษ์โลกและความประหยัดที่มาพร้อมความหรูหรา โดยรุ่นซี 350 อี มีราคาเริ่มต้น 2.99-3.69 ล้านบาท และรุ่นเอส 500 อี เริ่มต้น 6.39-6.99 ล้านบาท ก็น่าสนใจไม่น้อย







