
วัดใจกสทช. ยึดคลื่นในมือรัฐ
โครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม (NBTC Policy Watch) จัดทำรายงาน “กสทช.กับการดำเนินกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียง 1 ปณ. : บทวิเคราะห์ความถูกต้องในแง่กฎหมายและความสอดคล้องกับพันธกิจของ กสทช.”
โครงการติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม (NBTC Policy Watch) จัดทำรายงาน “กสทช.กับการดำเนินกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียง 1 ปณ. : บทวิเคราะห์ความถูกต้องในแง่กฎหมายและความสอดคล้องกับพันธกิจของ กสทช.”
โดยบทวิเคราะห์ ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา สำนักงาน กสทช. รับโอนกิจการสถานี 1 ปณ. มาตามบทบัญญัติในมาตรา 89 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 แต่ปรากฏว่า มีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในฐานะองค์กรกำกับดูแล ดังนั้น สำนักงาน กสทช.ควรคืนคลื่นความถี่ของสถานีวิทยุ 1 ปณ. ทั้งหมดทันที
“การดำเนินกิจการสถานีวิทยุกระจายเสียง 1 ปณ. นั้น นอกจากจะมีปัญหาในแง่ของกฎหมายและความสอดคล้องกับพันธกิจของ กสทช.แล้ว ยังสะท้อนให้เห็นความล่าช้าในการปฏิรูปคลื่นความถี่ในกิจการกระจายเสียงในภาพรวม” นายวรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง นักวิจัยประจำโครงการ NBTC Policy Watch ระบุ
นอกจากนี้ การที่ กสทช.ยังไม่ได้กำหนดระยะเวลาที่แน่ชัดในการคืนคลื่นดังกล่าว สะท้อนความล้มเหลวในการทำตามแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ฉบับที่ 1 ที่กำหนดระยะเวลาคืนคลื่นภายใน 2 ปี
สำหรับกรณีที่สำนักงาน กสทช. นำคลื่นความถี่ 98.5 MHz (กรุงเทพฯ) ไปให้เอกชนรายใหม่อย่างบริษัท นิวส์ เน็ตเวิร์ค มัลติมีเดีย ใช้ในรูปการแบ่งเวลาเพื่อดำเนินรายการ 40% และรับจ้างผลิตรายการอีก 60% นั้น
นายวรพจน์ กล่าวว่า การอ้างประกาศแบ่งเวลาฯ นอกจากจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะประกาศฉบับนี้มิได้มุ่งใช้กับหน่วยงานรัฐที่มีสิทธิใช้คลื่นต่อชั่วคราวในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบใบอนุญาต ยังถือเป็นการอ้างประกาศ แบบผิดวัตถุประสงค์ เพราะประกาศแบ่งเวลานั้นถูกออกแบบมาเพื่อเปิดพื้นที่ให้กับผู้ผลิตเนื้อหารายเล็กที่ไม่ได้เป็นเจ้าของคลื่นความถี่ มิใช่ให้หน่วยงานนำมาใช้อ้างให้เอกชนรายเดียวเข้ามาจัดการเนื้อหาในผังทั้งหมด
นอกจากนี้ การบริหารจัดการสถานีวิทยุ 1 ปณ. ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นปัญหาในภาพใหญ่ที่ส่งผลต่ออนาคตการปฏิรูปคลื่นความถี่ โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐอื่นๆ ที่ถือครองคลื่นอยู่และไม่ได้มีหน้าที่ตามกฎหมาย การเรียกคืนคลื่นวิทยุมาจัดสรรใหม่ จึงเป็นงานที่จะพิสูจน์ความมุ่งมั่นในการปฏิรูปสื่อของ กสทช.







