posttoday
ลงทุนเอกชนทะยานสุดไตรมาส 4

ลงทุนเอกชนทะยานสุดไตรมาส 4

27 กรกฎาคม 2553

เศรษฐกิจในปีนี้มีแนวโน้มการเติบโตในอัตราที่สูงกว่าการประเมินเมื่อครั้งเดือน เม.ย. โดยเป็นผลมาจากการลงทุนภาคเอกชนในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากการเมืองไม่มากนัก และมีการขยายตัวสูงกว่าคาดมาก เป็นการสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนผ่านเครื่องชี้เบื้องต้นในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาส 2 ที่ขยายตัวได้ดี

ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะการลงทุนเหล่านั้นได้มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า และไม่สามารถระงับได้เมื่อเริ่มโครงการไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงเดือน เม.ย.พ.ค. น่าจะออกมาชัดขึ้นในไตรมาส 3 โดยความเชื่อมั่นของนักลงทุนและบรรยากาศในการลงทุนโดยรวมที่ถูกบั่นทอนไป จะทำให้การลงทุนบางส่วนที่ยังไม่ได้เริ่มหรือเพิ่งเริ่มดำเนินการต้องระงับหรือชะลอออกไปก่อน

แต่ กนง.ประเมินว่าในไตรมาส 4 ปีนี้ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2554 การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มฟื้นตัว สอดคล้องกับความเชื่อมั่นในระยะ 3 เดือนข้างหน้าที่ปรับดีขึ้นเมื่อสถานการณ์การเมืองคลี่คลายลง และผลจากการอั้นการลงทุนในช่วงก่อนหน้าจากปัจจัยทางการเมือง บวกกับอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อยู่ในระดับสูงมาตั้งแต่ต้นปีนี้ ประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ดี และอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ผู้ประกอบการลงทุนเพิ่มเติมในระยะต่อไปได้ เพื่อขยายกำลังการผลิตรองรับการขยายตัวของอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งนี้ ข้อมูลดัชนีการบริโภคภาคเอกชนในช่วง 2 เดือนแรกของไตรมาส 2 คือ เดือน เม.ย. ขยายตัว 7% ขณะที่เดือน พ.ค. ขยายตัวได้ 7.4% ใกล้เคียงกับไตรมาสแรกที่ขยายตัวได้ 7.7% สอดคล้องกับการลงทุนภาคเอกชนเดือน เม.ย. และ พ.ค. ที่ขยายตัว 19.3% และ 20.7% ตามลำดับ ต่อเนื่องจากไตรมาสแรกที่ดัชนีการลงทุนขยายตัวได้ 18.1%

สะท้อนการฟื้นตัวที่ต่อเนื่องของเศรษฐกิจ และความเชื่อมั่นของภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการใช้กำลังการผลิตของภาคการผลิตก็ขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในเดือน พ.ค. อยู่ที่ระดับ 66% ใกล้เคียงไตรมาสแรกที่ 68.4% ที่สำคัญมีบางภาคอุตสาหกรรมที่เริ่มมีการใช้กำลังการผลิตเกือบ 100% แล้ว ทำให้มีโอกาสเห็นการเพิ่มกำลังการผลิตและการจ้างงานเพื่อผลิตสินค้ารองรับกำลังซื้อที่มีเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป และเป็นการสะท้อนภาพการเติบโตที่แข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปเพิ่มมากขึ้นด้วย

เสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินไทยโดยรวมยังแข็งแกร่ง เพราะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีในช่วงปลายปี 2552 ต่อเนื่องจนถึงไตรมาสแรกปี 2553 ช่วยให้ฐานะการเงินของภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนปรับดีขึ้นเป็นลำดับ ดังนั้น แม้ต่อมาเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองในช่วงเดือน เม.ย. และ พ.ค. 2553 แต่ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนสามารถรองรับผลกระทบดังกล่าวได้ดี และเสถียรภาพระบบสถาบันการเงินยังอยู่ในเกณฑ์เข้มแข็งต่อเนื่อง

ในระยะต่อไป กนง.เห็นว่ายังมีปัจจัยที่เสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินไทย ได้แก่ การฟื้นตัวที่ต้องอาศัยเศรษฐกิจโลก และความผันผวนในตลาดเงินระหว่างประเทศจากความกังวลต่อปัญหาหนี้สาธารณะและสถาบันการเงินในกลุ่มยุโรป

ในรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อล่าสุดชี้ให้เห็นถึง “ปัญหาหนี้สาธารณะ : ทางออกท่ามกลางวิกฤต” ว่า ปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะของไทยยังไม่มีปัญหา ยังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ โดยระดับหนี้สาธารณะคงค้างจากข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 30 เม.ย. 2553 อยู่ที่ 42.2% ของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในจำนวนนี้เป็นหนี้ของรัฐบาลที่กู้โดยตรงเพียง 28.58% ของจีดีพี

อีกทั้งสัดส่วนหนี้ต่างประเทศต่อหนี้สาธารณะโดยรวม และสัดส่วนหนี้ระยะสั้นได้ปรับลดลงต่อเนื่องจาก 30% เป็น 19% ณ สิ้นปีงบประมาณ 2543 และเหลือเพียง 8.7% และ 6.1% ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างและการขาดดุลการค้างบประมาณของไทยกับกลุ่มประเทศองค์การเพื่อความร่วมมือเศรษฐกิจและพัฒนา (OECD) พบว่าตัวเลขดังกล่าวของไทยยังอยู่ในระดับต่ำกว่ามาก แม้จะเพิ่มขึ้นบ้างในช่วงหลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เช่นเดียวกับประเทศที่ประสบกับวิกฤต ได้แก่ เกาหลี สิงคโปร์ มาเลเชีย และฟิลิปปินส์ ยกเว้นอินโดนีเซีย ที่สามารถลดระดับหนี้สาธารณะลงจากเกือบ 90% ของจีดีพี โดยในปี 2543 มาอยู่ที่ 28.3% ณ สิ้นปีงบประมาณ 2552 ดังนั้นจะเห็นว่าภาพรวมความเสี่ยงในการบริหารหนี้สาธารณะของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ

อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการที่ประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปและไทย พยายามดูแลสัดส่วนดังกล่าวให้อยู่ในระดับไม่เกิน 60% ของจีดีพี อาจไม่เพียงพอนัก แต่รัฐบาลจะต้องพยายามที่จะลดการขาดดุลการคลัง และทำให้ระดับสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีมีแนวโน้มลดลงในระยะยาวด้วย

ในกรณีของประเทศไทยนั้น แม้ขณะนี้จะยังไม่มีสัญญาณของปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะ แต่ก็ถือว่าเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากโครงสร้างทางการคลังของประเทศมีข้อจำกัดอยู่มาก โดยเฉพาะการที่รายได้ของประเทศเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่ารายจ่ายผูกพันและรายจ่ายเพื่อสวัสดิการทางสังคมที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี

โดยรายได้ภาครัฐเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเพียง 8% ต่อปี เทียบกับรายจ่ายผูกพันและรายจ่ายเพื่อสวัสดิการที่เพิ่มขึ้น 15% ต่อปี จึงเป็นไปได้ยากที่รัฐจะเข้าสู่สมดุลงบประมาณในระยะปานกลาง ซึ่งการขาดดุลการคลังอย่างต่อเนื่องเช่นนี้จะทำให้หนี้สาธารณะมีแนวโน้มสูงขึ้น และอาจไม่สามารถรักษาความยั่งยืนในระยะปานกลางได้

นอกจากนี้ โครงสร้างรายจ่ายในปัจจุบันยังขาดความยืดหยุ่น คือ มีสัดส่วนการจ่ายประเภทประจำและเงินโอนถึง 80% ทั้งยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ขณะที่รายจ่ายดอกเบี้ยอาจจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามต้นทุนการกู้ยืมและสัดส่วนชดเชยความเสี่ยงจากระดับหนี้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งในที่สุดปัจจัยเหล่านี้จะส่งผลให้มีเม็ดเงินน้อยลงสำหรับการใช้จ่ายลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและรองรับการแข่งขันในอนาคต ซึ่งจะกระทบต่อความสามารถของภาครัฐที่จะดูแลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามศักยภาพ และเป็นข้อจำกัดต่ออัตราเพิ่มของรายได้ของภาครัฐ

นอกจากนี้ พบว่าโครงสร้างการออมระยะยาว และระดับการพัฒนาตลาดทุนของไทยในปัจจุบัน ทำให้ความสามารถในการหาแหล่งเงินทุนของภาครัฐยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งต่างจากประเทศญี่ปุ่นที่มีอัตราการออมในประเทศค่อนข้างสูง จึงสามารถเป็นแหล่งเงินทุนให้กับภาครัฐได้ แม้ว่าญี่ปุ่นจะมีสัดส่วนหนี้สาธารณะเกือบ 2 เท่าของจีดีพีก็ตาม

ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาด้านการคลังที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป รัฐบาลต้องวางแผนในการเตรียมการเพื่อเข้าสู่สมดุลงบประมาณในระยะ 510 ปีข้างหน้า ซึ่งต้องเริ่มพิจารณากรอบที่จะใช้เป็นแนวทางการปรับตัวสู่การมีวินัยการคลังอย่างเป็นธรรมทั้ง 1.ปฏิรูประบบภาษีและโครงสร้างรายได้ ซึ่งหากพิจารณาด้านรายได้ภาษีที่ไทยจัดเก็บได้ในปัจจุบันพบว่าอยู่ที่ระดับ 17% ของจีดีพี ซึ่งถือเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของรายได้ภาษีประชาชนที่พัฒนาแล้ว โดยมีประชากรเพียง 1 ใน 6 ของกำลังแรงงานที่อยู่ในฐานภาษี

2.การพยายามหลีกเลี่ยงรายจ่ายที่เกิดขึ้นจากนโยบายที่มุ่งเน้นประชานิยม เช่น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพ ซึ่งจะเห็นว่าหลายประเทศ เช่น กลุ่มประเทศ จี20 เช่น อังกฤษ แคนาดา ฝรั่งเศส อิตาลี ญี่ปุ่น เยอรมนี สหรัฐ สหภาพยุโรป (อียู) ออสเตรเลีย บราซิล จีน อินเดีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก รัสเซีย เกาหลีใต้ เป็นต้น ไม่มีการต่ออายุมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบดังกล่าว

และ 3.เพิ่มความสำคัญให้กับรายจ่าย เพิ่มการลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยังมีความจำเป็นอยู่ โดยในบางโครงการรัฐอาจจะปรับเปลี่ยนไปใช้รูปแบบผู้ที่สามารถจ่ายได้ (Ability to Pay) มีส่วนร่วมมากขึ้น และเพิ่มบทบาทการลงทุนร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อลดภาระของรัฐบาล และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการลงทุน

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย