
ธปท.จับตา 2 กลุ่มเสี่ยง ผิดนัดจ่ายหนี้พุ่ง
ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยแพร่รายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทย ปี 2558 โดยมีการประเมินผลปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อเสถียรภาพระบบการเงินของไทยในระยะต่อไปว่า ภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวอย่างช้าๆ ทำให้ฐานะทางการเงินภาคเอกชนและคุณภาพสินเชื่อของภาคสถาบันการเงินด้อยลง ขณะที่ภาวะอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน ทำให้เกิดพฤติกรรมการแสวงหาผลตอบแทน และยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น (Search for Yield) ทั้งในตลาดทุนและตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจเป็นการสะสมความเปราะบาง
ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยแพร่รายงานการประเมินเสถียรภาพระบบการเงินไทย ปี 2558 โดยมีการประเมินผลปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อเสถียรภาพระบบการเงินของไทยในระยะต่อไปว่า ภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัวอย่างช้าๆ ทำให้ฐานะทางการเงินภาคเอกชนและคุณภาพสินเชื่อของภาคสถาบันการเงินด้อยลง ขณะที่ภาวะอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน ทำให้เกิดพฤติกรรมการแสวงหาผลตอบแทน และยอมรับความเสี่ยงที่สูงขึ้น (Search for Yield) ทั้งในตลาดทุนและตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจเป็นการสะสมความเปราะบาง
ทั้งนี้ เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ส่งผลกระทบต่อรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของภาคเอกชน โดยเฉพาะครัวเรือนภาคเกษตร และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)
โดยรายได้ของภาคครัวเรือนที่เกี่ยวข้องกับภาคการผลิตและการส่งออกปรับลดลง ตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าและการส่งออกสินค้าที่ยังหดตัวต่อเนื่อง รวมทั้งราคาสินค้าเกษตรที่อยู่ในระดับต่ำ และภาวะภัยแล้ง ส่งผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือนเกษตร
จากข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พบว่า สัดส่วนภาระการชำระหนี้ต่อรายได้เฉลี่ยต่อเดือน (Debt Service Ratio : DSR) ของครัวเรือนในช่วงครึ่งแรกปี 2558 ด้อยลงเมื่อเทียบกับปี 2556 เกือบทุกกลุ่มอาชีพ โดยเฉพาะครัวเรือนเกษตร และครัวเรือนที่ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ DSR สูงขึ้นค่อนข้างมากและอยู่ใกล้เกณฑ์เสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ระดับ 40% ถือว่ามากกว่ากลุ่มอื่นๆ
สอดคล้องกับคุณภาพสินเชื่อภาคครัวเรือนที่ปรับด้อยลง โดยมีสัดส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่ออุปโภคบริโภคทั้งหมด (NPL Ratio) ของระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 3 ปี 2558 อยู่ที่ 2.8% เพิ่มขึ้นมาจากสิ้นปี 2557 ที่ 2.4% เป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อครัวเรือนทุกประเภท โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิต ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้จ่ายและหมุนเวียน อย่างไรก็ดีคาดว่ามาตรการช่วยเหลือภาคครัวเรือนของรัฐบาล จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มสภาพคล่องแก่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ
อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปหากเศรษฐกิจยังฟื้นตัวอย่างช้าๆ ความเสี่ยงต่อรายได้และความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนจะเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะครัวเรือนภาคเกษตรที่มีความเปราะบางกว่าครัวเรือนกลุ่มอื่น และอาจจะได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากปัญหาภัยแล้งในครึ่งแรกของปี และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกที่ยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ซึ่งภาคครัวเรือนควรตระหนักถึงความเสี่ยงต่อความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต และพึงระวังไม่ก่อหนี้จนเกินตัว
ด้านเสถียรภาพทางการเงินของภาคธุรกิจ พบว่า ฐานะการเงินของภาคธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงินที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างช้าๆ ส่งผลต่อธุรกิจเอสเอ็มอี ทำให้มีความสามารถในการชำระหนี้ลดลง จึงยังคงต้องติดตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่จะส่งผลต่อผลประกอบการและเสถียรภาพภาคธุรกิจ
ทั้งนี้ ธุรกิจขนาดเล็กในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET และ mai) มีความเสี่ยงในการชำระหนี้เพิ่มขึ้น สะท้อนจาก ICR ของธุรกิจในสองกลุ่มที่มีขนาดเล็กที่สุดติดลบต่อเนื่อง สะท้อนว่ามีธุรกิจจำนวนหนึ่งประสบผลขาดทุนติดต่อกัน ทำให้มีความเสี่ยงทางการเงินที่มากขึ้น และอาจสะท้อนได้ว่า ฐานะการเงินของธุรกิจเอสเอ็มอีน่าจะมีแนวโน้มลดลงและเริ่มเสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้ด้วย สอดคล้องกับคุณภาพสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีของธนาคารพาณิชย์ที่ด้อยลง โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก สะท้อนจาก NPL Ratio ของสินเชื่อธุรกิจขนาดเล็ก ณ สิ้นไตรมาส 2 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.1% จาก 3.5% ณ สิ้นปี
ประเด็นที่ต้องติดตามต่อไป คือ หากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังเป็นไปอย่างช้าๆ และจำกัดอยู่ในเฉพาะบางภาคเศรษฐกิจ อาจทำให้ธุรกิจที่มีความเปราะบางอยู่แล้วได้รับผลกระทบมากขึ้น เช่น กลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีและกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องกับสินค้าโภคภัณฑ์ รวมทั้งต้องติดตามประสิทธิผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ที่คาดว่าจะมีส่วนช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ และหากโครงการลงทุนขนาดใหญ่สามารถดำเนินการได้ตามกำหนด จะมีส่วนสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ และช่วยให้ภาคธุรกิจปรับตัวดีขึ้น







