
มุมมอง‘ทริส’ ธุรกิจดีปีลิง
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์
ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ตลาดหุ้นยังคงผันผวนจากผลที่เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวชัดเจน ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ขึ้นดอกเบี้ย ส่วนจีนเองก็เจอปัญหาเศรษฐกิจที่โตลดลงทำให้เงินหยวนอ่อนค่า อย่างไรก็ตาม “ทริสเรทติ้ง” เชื่อว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นตัวชี้วัดการลงทุนปีนี้
วัฒนา ถิรานุชิต กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริสเรทติ้ง กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีนี้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐจะเป็นตัวกำหนดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้อย่างไร ซึ่งมองว่าเศรษฐกิจน่าจะขยายตัวได้ในระดับประมาณ 2.5-3% บนสมมติฐานที่โครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐสามารถดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้และไม่เกิดปัญหา การเมืองในประเทศปะทุขึ้นมาอีกจะยิ่งส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวมมากขึ้น เพราะรัฐยังคงที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
อัตราดอกเบี้ยจะยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อไป และไม่เห็นการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2559 เพราะรัฐยังคงจำเป็นที่จะใช้นโยบายการเงินเป็นส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันการใช้นโยบายการเงินก็จะต้องมีการดูแลและเกาะติดกันอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าหากสหรัฐยังคงเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยในขณะที่อัตราดอกเบี้ยในประเทศอยู่ในระดับต่ำก็อาจจะเกิดภาวะเงินทุนไหลออก ซึ่งถ้าหากเงินทุนไหลออกมากก็จะเป็นปัจจัยที่จะผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยขึ้นได้ เพราะประเทศไทยยังคงต้องการเงินทุนไหลเข้ามาเพื่อเป็นส่วนในการพัฒนาประเทศ
สำหรับอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ในปีนี้คือ
อุตสาหกรรมโรงพยาบาลและบริการด้านสุขภาพ อุตสาห กรรมนี้ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากปี 2558 โดยมีปัจจัยบวกที่หนุน คือ สัดส่วนประชากรที่สูงวัยเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนกว่า 10% ของประชากรทั้งหมด และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและจะเพิ่มเป็น 25% ในปี 2573
นอกจากนี้ ค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนระดับแนวหน้าของไทยก็ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนเช่นกันเนื่องจากค่ารักษาของโรงพยาบาลเอกชนไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ทริสจัดอันดับให้มี 3 ราย คือ กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ (BDMS) และกลุ่มโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) และโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ (BCH)
ทั้ง 3 กลุ่มมีรายได้รวมคิดเป็นสัดส่วน 77-78% ของรายได้รวมของผู้ประกอบการทั้งหมด 14 รายที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และครึ่งปีแรกปี 2558 ทั้ง 3 บริษัทมีรายได้รวม 41,634 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อัตรากำไรของผู้ประกอบการ 3 รายก็ยังดี โดย BH และ BDMS มีอัตรากำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 31% และ 21% ในช่วงครึ่งแรกปี 2558 จากเดิมที่ 28% และ 18% ในปีก่อน
อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย มีศักยภาพเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเติบโตของจีนที่ผ่านมาผลักดันให้การท่องเที่ยวไทยโตขึ้นอย่างมาก และทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวขยายตัวรวดเร็วจากที่เคยมีสัดส่วนเพียง 5% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในปี 2553 เพิ่มเป็น 9% ตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน และ 8 เดือนแรกของปี 2558 จำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 20 ล้านคน ซึ่งทำให้รายได้ของผู้ประกอบการโรงแรมขยายตัวมากขึ้นในช่วงเดือนแรกของปี 2558 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2557 ที่ได้รับผลกระทบจากการเมือง โดยผู้ประกอบการจดทะเบียนใน ตลท. มีรายได้ขยายตัว 4% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเป็น 20.6% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 เทียบกับ 19.6% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2557
ในขณะที่อัตราหนี้ต่อทุนอยู่ที่ระดับ 0.80 เท่า จากการลงทุนต่อเนื่องของผู้ประกอบรายได้ ซึ่งทริสจัดอันดับให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม 3 ราย ได้แก่ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอรเ์นชั่นแนล (MINT) โรงแรมเซ็นทรัลพลาซาและดุสิตธานี (DTC)
ธุรกิจบริการรับเหมาก่อสร้างน่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐบาลที่จะทยอยออกมา เพราะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการผลักดันให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2558 สัดส่วนงานก่อสร้างภาครัฐ 54% ของมูลค่างานก่อสร้างทั้งหมด ส่วนโครงการก่อสร้างเอกชนเอกชนและโครงการที่อยู่อาศัยขยายตัวไม่มาก ทริสจัดอันดับเครดิตให้แก่บริษัทรับเหมาก่อสร้าง 7 บริษัท ได้แก่ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) บริษัท ช.การช่าง (CK) บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ (NWR) บริษัท พรีบิลท์ บริษัท ซินเท็คคอนสตรัคชั่น และบริษัท ทีทีซีแอล (TTCL) 4.ธุรกิจพลังงานทดแทนถือว่ายังมีแนวโน้มที่ดีเพราะมีรายได้ที่แน่นอนจากสัญญาขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค







