
ชงวาระร้อน "ทีพีพี" ถึงมือรัฐบาลไตรมาสแรกปีนี้
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์
ในขณะที่แต่ละฝ่ายในสังคมยังมีความคิดเห็นและข้อมูลที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนว่า ตกลงแล้วประเทศไทยควรกระโดดเข้าร่วมการเจรจาเพื่อเป็นสมาชิกความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) หรือไม่ หลังจาก 12 ชาติบรรลุข้อตกลงที่จะเข้าร่วมทีพีพีในช่วงปลายปี 2558 และคาดว่าข้อตกลงทีพีพีจะมีผลบังคับใช้ภายใน 2 ปีนับจากนี้
“ในความเห็นส่วนตัว ถ้าไทยไม่เข้าร่วมจะเกิดการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่นๆ ได้ เช่น กรณีญี่ปุ่นที่ลงทุนและมีฐานการผลิตในไทยเยอะมาก เพราะระบบของเราค่อนข้างดีกว่าประเทศอื่น แต่หากไทยไม่เข้าทีพีพี ในขณะที่เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ เข้ากันหมดแล้ว นักลงทุนกลุ่มนี้จะหันเหไปลงทุนที่นั่นได้ เพราะสิทธิการยกภาษีจะไม่ได้ดูเฉพาะแค่ว่าวัตถุดิบมีแหล่งกำเนิดจากในกลุ่มสมาชิกทีพีพีเท่านั้น แต่สินค้าบางอย่างยังดูถึงการผลิตตลอดซัพพลายเชนด้วย” ศิรินารถ ใจมั่น อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าว
ศิรินารถ ยอมรับว่า คนไทยกลัวการเข้าร่วมเป็นสมาชิกทีพีพีมาก ต่างจากข้อตกลงเปิดเขตการค้าเสรีฉบับอื่นๆ ที่คนไทยคุ้นเคยมากกว่า เช่น ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซ็ป) ซึ่งเป็นข้อตกลงที่อาเซียนรวมถึงไทยได้มีการเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับ 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ เพียงแต่นำมารวมกันให้เป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น
“ต้องยอมรับว่าข้อตกลงทีพีพีมีมาตรฐานสูงกว่าข้อตกลงที่อาเซียนเคยมี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา แรงงาน สิ่งแวดล้อม การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ กฎหมายแข่งขันทางการค้า แค่พูดเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาทุกคนก็กลัวแล้วว่ายาจะแพงขึ้นหรือไม่ ความกลัวมันเกิดขึ้นแล้ว โดยที่ยังไม่ได้ดูว่าความตกลงจริงๆแล้วเป็นอย่างไร ซึ่งส่วนตัวมองว่าแม้ว่าทีพีพีจะเป็นมาตรฐานที่สูงก็จริง แต่ก็เป็นมาตรฐานในอนาคต” ศิรินารถ ระบุ
ศิรินารถ กล่าวว่า แม้ว่าระดับนโยบายสนใจสนใจที่ผลักดันให้ไทยจะเข้าร่วมทีพีพี แต่ไม่ใช่ว่าจะตัดสินใจเข้าร่วมทันที เพราะไทยยังมีระยะเวลาอีก 2 ปี กว่าข้อตกลงทีพีพีจะบังคับใช้ ซึ่งต้องศึกษาในรายละเอียด เพราะอย่างที่บอกทีพีพีเป็นความตกลงที่มีมาตรฐานสูง แล้วคนค่อนข้างกลัว จึงต้องศึกษาให้ดีทั้งผลดีผลเสีย ประกอบการตัดสินใจของระดับนโยบาย ซึ่งในส่วนของกรมได้มีการว่าจ้างสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ศึกษาผลดีผลเสียทีพีพี ซึ่งความตกลงมีรายละเอียด 2,000-3,000 หน้า
“หลังจากได้ผลศึกษามาแล้ว กรมจะต้องมานั่งดูว่ามีการวิเคราะห์อย่างไร เพราะอย่าลืมว่ามุมมองของนักเจรจากับมุมมองนักวิชาการมักต่างกัน จากนั้นจะนำข้อมูลที่ได้มาดูว่าสอดคล้องกับผลการศึกษาของคณะอนุกรรมการศึกษาผลดีผลเสียทีพีพี ที่คณะกรรมการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ (พกค.) ได้มอบหมายให้ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ศึกษาไว้หรือไม่ แล้วจึงจะเสนอให้รัฐบาลพิจารณาว่าจะเข้าหรือไม่เข้าร่วมการเจรจา เพราะเป็นข้อตกลงที่แก้ไขไม่ได้” ศิรินารถ กล่าว
นอกจากนี้ ในการจัดทำผลศึกษาทีพีพีครั้งนี้ กรมจะแนบข้อมูลในการคุยกับประเทศสมาชิกทีพีพีดั้งเดิม ว่าหากไทยจะเข้าร่วมทีพีพีจะต้องทำอย่างไรบ้าง ที่ผ่านมาทาง รมว.พาณิชย์ไปประชุมเวทีอาเซียน ก็มีการคุยกับประเทศอื่นในอาเซียนให้สนับสนุน เสียงส่วนใหญ่ก็บอกว่าสนับสนุน ทางญี่ปุ่นก็ยินดีสนับสนุน แต่เมื่อลงรายละเอียดจริงๆ ต้องมาดูว่าความตกลงข้างหน้า รับได้ รับไม่ได้ มีประโยชน์อย่างไร และไม่แน่ใจว่าทุกประเทศจะเรียกร้องหรือไม่ในการให้ไทยเข้าร่วมทีพีพี
ศิรินารถ กล่าวว่า จะรวบรวมข้อมูลและจัดทำผลการศึกษาเกี่ยวกับทีพีพี เพื่อเสนอฝ่ายนโยบายภายในไตรมาสแรกปี 2559 ส่วนที่เหลือเป็นการตัดสินใจของระดับนโยบายและรัฐบาลว่าจะพิจารณาเข้าหรือไม่เข้าร่วมข้อตกลงทีพีพี
“เราเสนอจะบอกว่าข้อดีมีอย่างนี้ ข้อเสียมีอย่างนี้ จะมีผลกระทบอย่างนี้ จะแก้ไขผลกระทบ และจะลดผลกระทบได้อย่างไร แต่สุดท้ายขึ้นอยู่กับระดับนโยบายว่าจะตัดสินใจอย่างไร” ศิรินารถ ทิ้งท้าย







