
ยุทธศาสตร์มาสด้าปี’59 ดันไทยขึ้นฮับซัพพลายเชน
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์/ ศาตราวุธ พินิจ
โดย...พลพัต สาเลยยกานนท์/ ศาตราวุธ พินิจ
ในการประกาศทิศทางการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยประจำปี 2559 ของบริษัท มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย และสรุปผลการดำเนินงานในปี 2558 ที่ผ่านมา
ฮิเดสึเกะ ทาเกสึเอะ ประธานบริหาร มาสด้า เซลส์ ประเทศไทย ได้ฉายภาพทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยปี 2559 ว่า สถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ในปีนี้จะไม่เติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 1/2559 ที่จะยังคงได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่และดึงกำลังซื้อล่วงหน้าไปในปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม จะต้องจับตาสถานการณ์ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2/2559 เป็นต้นไป จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลว่าจะมีความชัดเจนอย่างไร ซึ่งคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้เป็นต้นไปจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ส่งผลให้เชื่อว่าภาพรวมตลาดจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ 8 แสนคัน จากปีที่ผ่านมาอยูที่ 7.99 แสนคัน
“ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะสถานการณ์เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งมาสด้าได้พิสูจน์ให้เห็นว่าแม้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมจะเป็นเช่นไรแต่บริษัทก็สามารถผ่านมาได้ และพร้อมที่จะเดินหน้าแผนการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนการผลิตรถยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ ระบบส่งกำลัง และเครื่องยนต์”
สำหรับการแข่งขันของตลาดรถยนต์ในปีนี้จะมีการแข่งขันที่รุนแรงโดยเฉพาะในกลุ่มอีโคคาร์ และกระบะ เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตทุกรายมีเป้าหมายในการผลิตให้เป็นไปตามเป้าหมายระยะยาว ขณะที่แนวโน้มราคาน้ำมันที่ลดลงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ไม่จูงใจให้ซื้อรถยนต์ในกลุ่มดังกล่าว ดังนั้นผู้ผลิตจึงต้องใช้การจัดรายการส่งเสริมการขาย (โปรโมชั่น) เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ
สำหรับยอดขายของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 4.4 หมื่นคัน หรือมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 5.5% แบ่งเป็น รถยนต์นั่ง 72% รถอเนกประสงค์ (เอสยูวี) 21% และรถยนต์อื่นๆ อีก 7% จากปีก่อนอยู่ที่ 39,471 คัน
สำหรับในปี 2558 ที่ผ่านมา ถือได้ว่าเป็นปีที่มีความสำเร็จปีหนึ่งของมาสด้า เนื่องจากเป็นบริษัทเดียวที่มียอดขายเติบโตในอัตรา 15% เมื่อเทียบกับปี 2557 แบ่งเป็น มาสด้า 2 จำนวน 19,091 คัน เติบโต 181% หรือมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 8.9% มาสด้า บีที-50 โปร จำนวน 8,054 คัน ลดลง 38% หรือมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 2.5% มาสด้า 3 จำนวน 7,143 คัน ลดลง 20% หรือมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 17.3% มาสด้า ซีเอ็กซ์-5 จำนวน 3,832 คัน ลดลง 32% หรือมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 3.1% มาสด้า ซีเอ็กซ์-3 จำนวน 1,321 คัน หรือมีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 1.1%
รวมถึงในปีที่ผ่านมา บริษัทยังได้ขยายไลน์การผลิตรถยนต์นั่งใหม่ รวมทั้งเปิดไลน์ผลิตทั้งเครื่องยนต์ และเกียร์อัตโนมัติ ณ โรงงานแห่งใหม่ มาสด้า พาวเวอร์เทรน แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตรถยนต์ เครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และระบบส่งกำลังที่สำคัญที่สุด รองจากฐานการผลิต ณ เมือง ฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น
ดังนั้น สิ่งที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จในปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์มาสด้า ทั้งในด้านผลิตภัณฑ์ภายใต้ โคโดะ ดีไซน์ เชื่อมต่อออนไลน์ด้วยระบบ MZD Connect เทคโนโลยีความปลอดภัยเชิงป้องกันการเกิดเหตุกับระบบ i-ACTIVSENSE และประหยัดน้ำมันล้ำที่สุดกับเทคโนโลยีสกายแอคทีฟ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า
นอกจากนั้น บริษัทยังมีความพร้อมในการขับเคลื่อนและผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญด้านยุทธศาสตร์การผลิตของบริษัท มาสด้า ในประเทศไทย ที่มีการลงทุนด้านการผลิตอย่างครบวงจรในปีที่ผ่านมา
พร้อมทั้งอนาคต มาสด้า ในประเทศไทยยังได้รับมอบหมายให้เป็นศูนย์กลางระบบซัพพลายเชน จากมาตรการการสนับสนุนของนโยบายรัฐบาลที่เอื้ออำนวยภายหลังการเปิดเสรีเขตเศรษฐกิจอาเซียนที่ประเทศไทยจะส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อป้อนให้กับผู้แทนจำหน่ายและศูนย์บริการหลังการขายของมาสด้าในภูมิภาคดังกล่าว
จากการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตของ บริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (เอเอที) โรงงานผลิตที่มีการร่วมทุนของมาสด้าและฟอร์ด จากเดิมที่มีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 2.4 แสนคัน แบ่งเป็น มาสด้า 1.2 แสนคัน และฟอร์ด 1.2 แสนคัน เป็น 2.7 แสนคัน แบ่งเป็น มาสด้า 1.35 แสนคัน และฟอร์ด 1.35 แสนคัน หรือเพิ่มขึ้น 12.5% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยกำลังการผลิตในส่วนดังกล่าวเป็นการผลิตเพื่อการส่งออกสัดส่วน 9.5 หมื่นคัน และการผลิตเพื่อการจำหน่ายในประเทศไทยสัดส่วน 4 หมื่นคัน
ฮิเดสึเกะ กล่าวว่า ในปีนี้ มาสด้า ได้ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ขึ้นเป็นมูลค่า 3,100 ล้านบาท หรือเติบโตขึ้นจากปีที่ผ่านมา 4% รวมถึงยังได้เตรียมการแนะนำรถยนต์รุ่นปรับโฉมใหม่ (ไมเนอร์เชนจ์) ลงสู่ตลาดจำนวน 7 รุ่นด้วยกันในปีนี้







