
Stress Test เป็นเพียงการทำ PR?
...จิตรา อมรธรรม
ในที่สุดผลการทำ Stress Test ก็ออกมาดีและดีเกินกว่าที่หลายฝ่ายคาด โดย CEBS (คณะกรรมการกำกับดูแลภาคการธนาคารของสหภาพยุโรป) ได้รายงายในคืนวันศุกร์ (5 ทุ่มเวลาประเทศไทย) ที่ผ่านมาว่า มี 7 แบงก์ใน 91 แบงก์ที่สอบตก ซึ่งได้แก่ ธนาคาร Hypo Real Estate Holding ของเยอรมนี และธนาคาร ATE Bank ของกรีซ ส่วนธนาคารอีก 5 แห่งเป็นของสเปน ได้แก่ ธนาคาร Diada, Unnim, Espiga, Banca Civica และ Cajasur การสอบตกในที่นี้หมายถึงเมื่อทดสอบความแข็งแกร่งของเงินกองทุนขั้นที่ 1 (Tier 1 Capital คือฐานทุนของแบงก์) ปรากฏว่า Tier 1 ต่ำกว่าเกณฑ์ 6% และทั้ง 7 แบงก์ต้องเพิ่มทุนรวมกัน 3,500 ล้านยูโร (4,500 ล้านเหรียญสหรัฐ) คิดเป็นเพียง 1 ใน 10 ที่นักเศรษฐศาสตร์ได้คาดไว้
ตลาดหุ้นต่างประเทศตอบรับผลของ Stress Test ในแง่บวก Dow Jones คืนวันศุกร์ปรับตัวบวก 102 จุด แต่เทียบไม่ได้กับในช่วงต้นปีที่ทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงความรุนแรงของสถานการณ์หนี้ในยุโรปจนทำให้ Dow Jones ร่วงวันละกว่า 200 จุด ส่วนหนึ่งอาจสะท้อนได้ว่าตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวขึ้นในระยะหลังได้คาดการณ์ผล Stress Test ในทางบวกไปก่อนหน้านี้แล้ว พอผลออกมาจริงจึงไม่ตื่นเต้นเท่าที่ควร แต่ก็ยังดูเหมือนตลาดไม่เชื่อมั่นเท่าที่ควร เพราะมีหลายเสียงที่เห็นว่าข้อสอบของเทสต์ไม่ยากเท่าที่ควร เพราะจุดอ่อนที่สุดของสมมติฐานของ Stress Test ครั้งนี้อยู่ที่สมมติฐานว่าไม่มีการหยุดพักชำระหนี้ (No Sovereign Default Risk) แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ดิฉันเห็นว่าผลที่ออกมาอย่างน้อยก็ทำให้ตลาดสามารถประเมินความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง ในขณะที่ CEBS ยืนยันว่าโจทย์ที่ตั้งยากกว่าโจทย์ที่สหรัฐทำ Stress Test ในปี 2552 เพราะสมมติฐานในกรณีเลวร้าย (Adverse) ของกลุ่มยูโรนั้น รุนแรงที่สุดเท่าที่จะเกิดได้ 1 ครั้งในรอบ 20 ปี เทียบกับกรณี Adverse ของสหรัฐ ที่รุนแรงที่สุดในรอบเพียง 7 ปี
ในการทดสอบ Stress Test ทุกแบงก์จะเริ่มต้นจากข้อมูลงบรวมสิ้นปี 2009 และตั้งสมมติฐานกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นใน 2 ปีข้างหน้า คือปี 20102011 โดยตั้งเงื่อนไขของภาวะเศรษฐกิจเป็น 2 กรณี (Benchmark และ Adverse) และแบ่งกลุ่มแบงก์ที่ทดสอบเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม European Union (EU27) ซึ่งมี 27 ประเทศ และกลุ่ม Euro ทั้งหมด โดยในกรณี Benchmark ตั้งสมมติฐานให้เศรษฐกิจขยายตัวปานกลาง ประเทศในกลุ่ม EU27 มี GDP บวก 1.0% ในปี 2010 และบวก 1.7% ปี 2011 ส่วนกลุ่ม Euro มี GDP บวก 0.7% ในปี 2010 และบวก 1.5% ในปี 2011 ส่วนกรณี Adverse สมมติให้เกิด Double Dip โดยสมมติให้ GDP ของประเทศ EU27 ในปี 2010 ไม่ขยายตัว (0%) และลดลงเป็นลบ 0.4% ในปี 2011 ส่วนประเทศในกลุ่ม Euro สมมติ GDP ปี 2010 ลบ 0.2% และปี 2011 ลบ 0.6% สรุปคือ GDP กรณี Adverse กำหนดให้ต่ำกว่า Benchmark ประมาณ 1% ในปี 2010 และต่ำกว่าประมาณ 2% ในปี 2011 อัตราการว่างงานสมมติให้สูงขึ้นโดยเฉพาะในปี 2011 ส่วนเงินเฟ้อให้ลดต่ำลงในปี 2011 ใน Portfolio ของแบงก์ สมมติให้มูลค่าของตราสารทุนลดลง 10% ในกรณี Benchmark และให้ลดลง 20% กรณี Adverse
แม้ว่าผลของ Stress Test จะออกมาแล้ว และก่อนหน้านี้กฎหมายปฏิรูปสถาบันการเงินของสหรัฐ ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับประวัติศาสตร์ที่เข้มงวดกับสถาบันการเงินของสหรัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวิกฤตในอนาคต ได้ผ่านการลงนามโดยประธานาธิบดี โอบามา เป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่วันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่ก็ใช่ว่าความเสี่ยงของตลาดจะหมดไป ความเสี่ยงที่เหลืออยู่ขณะนี้คือ 1) การชะลอตัวของเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังของยักษ์ใหญ่ เช่น สหรัฐ ยุโรป และจีน 2) นำมาซึ่งการส่งออกในครึ่งปีหลังของไทยที่เริ่มชะลอตัว ทั้งเพราะจากฐานที่สูงในครึ่งหลังของปีก่อน และเพราะการ Soft Landing ของเศรษฐกิจจีน 3) ความรุนแรงของการเมืองในประเทศที่มีแนวโน้มว่าอาจกลับมาใหม่ (จุดพลุโดยระเบิดหน้าห้าง BigC ราชดำริในช่วงเย็นหลังประกาศผลการเลือกตั้งซ่อม สส. กทม. เขต 6 ดังนั้นการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินอาจไม่ใช่ข่าวดี ยังไม่นับคดีของพรรคประชาธิปัตย์ 2 คดี) 4) การปรับลดประมาณการของกำไรของตลาดอันเป็นผลมาจากการปรับลดประมาณการของหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมี แม้ว่าราคาหุ้นในกลุ่มนี้จะปรับลงมามากจนเชื่อได้ว่าสะท้อนผลประกอบการที่แย่ลงอย่างมากในไตรมาส 2/2553 ไปแล้ว แต่เชื่อว่ายังไม่ได้สะท้อนแนวโน้มในไตรมาส 3/2553 ที่ยังไม่ดีขึ้น และ 5) ดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้นจะดูดซับสภาพคล่องในระบบให้ลดลง แต่ประเด็นนี้ยังไม่น่าเป็นห่วงเพราะการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะค่อยเป็นค่อยไป และสภาพคล่องในระบบก็ยังมีอย่างล้นเหลือ
ดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ปรับขึ้นมา 14% ในปีนี้ (เป็นตลาดที่ดีที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากตลาดหุ้นเดนมาร์ก) มีโอกาสขยับขึ้นไปต่อโดยมีแนวต้านสำคัญที่ 845 จุด โดยมีกลุ่มแบงก์นำตลาด (ประกาศกำไรแล้ว ไม่มี Sell on Fact เพราะเกิดการขายกลุ่มพลังงานมาเข้าแบงก์) แต่ยิ่งสูงก็ยิ่งเสี่ยงสำหรับการลงทุนระยะสั้น เพราะหากดูเป้าหมายดัชนีของแต่ละสำนักไม่ว่าจะเป็นของ FSS ที่ 860 จุด ผลสำรวจจากสมาคมนักวิเคราะห์ที่ 849 จุด หรือสำนักวิจัยต่างประเทศที่ 900 จุด ล้วนแต่มี Upside ไม่ถึง 10% ดิฉันยังเชื่อว่าการพักฐานจะเกิดขึ้นในช่วง 12 เดือนนี้แต่ไม่รุนแรง จังหวะนั้นจึงเป็นโอกาสดีในการเข้าลงทุนอีกรอบเพื่อหวังผลตอบแทนในปีหน้า โดย FSS มองดัชนีปีหน้า 1,100 จุด กลุ่มที่กำไรในปีหน้าเติบโตดีจะเป็นกลุ่มที่น่าสนใจลงทุนทุน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม Domestic ได้แก่กลุ่มแบงก์ (KBANK, SCB) อาหาร (TVO) ค้าปลีก (CPALL, GLOBAL, SITHAI) นิคมฯ (HEMRAJ) รับเหมา (STEC, SEAFCO) เป็นต้น







