
ดัน SME เกษตร... หลงทางหรือถูกทาง
ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำโดยเฉพาะยางพารา ซึ่งราคาน้ำยางสดลดลงเกือบ 4 กิโลร้อยบาท ขณะที่สินค้าเกษตรหลัก ทั้งข้าว อ้อย มัน นอกจากราคาไม่ดีแล้วยังได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง การแก้ปัญหาล่าช้าเป็นระเบิดเวลาไม่ต่างกับปัญหายางพารา
ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำโดยเฉพาะยางพารา ซึ่งราคาน้ำยางสดลดลงเกือบ 4 กิโลร้อยบาท ขณะที่สินค้าเกษตรหลัก ทั้งข้าว อ้อย มัน นอกจากราคาไม่ดีแล้วยังได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง การแก้ปัญหาล่าช้าเป็นระเบิดเวลาไม่ต่างกับปัญหายางพารา
ก่อนอื่นต้องยอมรับว่า การแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ เป็นเรื่องที่ไม่ได้ทำง่ายๆ เพราะเกี่ยวกับโครงสร้าง ซึ่งสินค้าเกษตรหลักของไทยผลิตเพื่อการส่งออกเกินกว่าครึ่ง เมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัวย่อมส่งผลกระทบต่อราคาการรับซื้อ ส่งผลให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัสเป็นหนี้เป็นสินจนต้องออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ
มาตรการหนึ่งของรัฐที่ออกมาช่วยเหลือเกษตรกรในช่วงนี้ คือ การส่งเสริมเอสเอ็มอีภาคเกษตร โดยการผลักดันให้มีโครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งเอสเอ็มอี” ในทุกตำบลของประเทศ ซึ่งหวังว่าจะยกระดับเศรษฐกิจฐานรากปรับเปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป หรือพูดง่ายๆ คือให้ชาวไร่-ชาวนา เปลี่ยนอาชีพเป็น “เถ้าแก่ใหม่” ที่ใช้ภาษาอังกฤษว่า New Start Up
ในหลักการคงเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะการทำอาชีพเกษตรกรนอกจากมีปัญหาด้านราคายังต้องอยู่กับความไม่แน่นอนของดินฟ้าอากาศ มาตรการของรัฐบาลสนับสนุนให้เปลี่ยนอาชีพไปเป็นนักอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป โดยให้ธนาคารของรัฐ กองทุนหมู่บ้าน กระทรวงอุตสาหกรรมไปผลักดัน และรัฐจะช่วยเหลือยกเว้นภาษี ให้เงินกู้ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ โดยใช้แนวทางและมาตรการเหมือนกับที่ใช้กับเอสเอ็มอีในภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ
ในฐานะผมอยู่ในแวดวงธุรกิจ-อุตสาหกรรม ต้องบอกว่า สภาพผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีที่ผ่านมาไม่ค่อยจะสดใสเท่าใด ทั้งๆ ที่ สสว.และกระทรวงอุตสาหกรรม ส่งเสริมอย่างจริงจังมาเกือบ 20 ปี
ยิ่งช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจซบเซาปิดกิจการกันไปมาก ส่วนที่ยังอยู่ก็ยังไม่รู้ว่าจะรอดหรือไม่รอด ขณะที่ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปรายใหญ่ๆ ระดับประเทศ บางรายถึงขั้นต้องขายกิจการ
ทั้งนี้ ในยามที่ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำอย่างสุดๆ ปัญหาที่เกษตรกรต้องการคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าว่ารัฐจะช่วยเหลืออย่างไร สำหรับแนวทางผลักดันเกษตรกรไปเป็นเอสเอ็มอี โดยใช้สูตรสำเร็จเหมือนกับที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและบริการคงไม่เหมือนกัน
เพราะอาชีพเกษตรกรกับอาชีพนักอุตสาหกรรมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ขณะที่เกษตรกรไม่มีทักษะพื้นฐาน ยังไม่รู้ว่าจะแปรรูปอย่างไร เรื่องมาตรฐาน-คุณภาพไม่มีความรู้ การตลาดไม่เป็น ผลิตแล้วจะขายใครก็ยังไม่รู้ ในภาคธุรกิจแข่งขันด้านราคาอย่างเอาเป็นเอาตาย เกษตรกรจะสู้ไหวไหม เพราะไม่มีแต้มต่อเหมือนตอนเป็นเกษตรกร ในภาคอุตสาหกรรมทุกอย่างเป็นเรื่องการแข่งขันทั้งสิ้น
มาตรการส่งเสริมแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อลดสัดส่วนการส่งออกในรูปวัตถุดิบเป็นแนวคิดที่ถูกต้อง แต่ต้องไปปรับปรุงให้สอดคล้องกับวิถีของชาวบ้าน เพราะเกษตรกร
รายย่อยไม่เหมือนกับเอสเอ็มอี
การผลักดันให้เกษตรกรซึ่งยังขาดความพร้อมแล้วหันไปเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรม หรือธุรกิจ คงต้องค่อยๆ ไป...เดินผิด คิดผิด ก็เจ๊งได้นะครับ







