
มุมมองกลุ่มแบงก์ในปีวอก
โดย...จิตรา อมรธรรม
โดย...จิตรา อมรธรรม
กลุ่มธนาคารกำลังเข้าสู่ช่วงเทศกาลประกาศผลประกอบการประจำปี 2558 และเงินปันผล แม้ว่าไตรมาส 4/2558 ไม่ใช่ไตรมาสที่ดีแต่ตลาดรับรู้แล้ว และการประกาศเงินปันผลน่าจะช่วยประคองราคาหุ้นกลุ่มธนาคารได้บ้าง ราคาหุ้นในกลุ่มธนาคารขณะนี้ต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานมานานแล้ว ปัจจุบันมีราคาต่อมูลค่าตามบัญชี (PBV) 1.0 เท่า ต่ำกว่า -1.5sd ที่ 1.26 เท่า และค่าเฉลี่ย 6 ปีที่ผ่านมาที่ 1.75 เท่า และ Discount จากหุ้นกลุ่ม Finance ใน MSCI ex Japan 16% มากกว่าค่าเฉลี่ยที่ 6%
เราเชื่อว่าความเสี่ยงหลักของกลุ่มแบงก์ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขึ้นของ NPL และการหดตัวของสินเชื่อได้รับรู้ในราคาหุ้นแล้ว ปัจจัยเสี่ยงมาจากปัจจัยภายนอกที่ไม่ใช่พื้นฐานของหุ้น คำแนะนำจึงเป็น ไม่ขายสำหรับผู้ที่มีหุ้นแบงก์ในพอร์ต แต่ถ้าพอร์ตว่าทยอยสะสม TISCO และ KTB สำหรับผู้ที่ชอบเงินปันผล เพราะสองธนาคารนี้จ่ายปีละครั้ง ส่วนระยะยาว KBANK ยังเป็นหุ้นเด่นของเราในปีนี้
คาดกำไรสุทธิปี 2558 ลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี
นักวิเคราะห์ของเราคาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 4/2558 ของทั้งกลุ่มที่ 3.94 หมื่นล้านบาท ลดลง 11% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส และ 20% เมื่อเทียบปีต่อปี จากการตั้งสำรองหนี้สูญที่ยังมากกว่าระดับปกติ สะท้อนมุมมองความระมัดระวังต่อคุณภาพสินเชื่อในปี 2559 ประกอบกับเป็นไตรมาสที่มีค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานสูงตามฤดูกาลอยู่แล้ว
KBANK น่าจะมีกำไรแย่ที่สุด อาจลดลงถึง 43% ทั้งเมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส และเมื่อเทียบปีต่อปี เพราะการตั้งสำรองที่สูงขึ้นและมีค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น ตรงข้ามกับ KKP ที่คาดว่าจะเป็นธนาคารเพียงแห่งเดียวที่จะรายงานกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันปีก่อนคือ +38% เมื่อเทียบปีต่อปีจากการลดสำรอง และค่าใช้จ่ายจากรถยึดที่ลดลง ภาพรวมทั้งปี 2558 คือกำไรสุทธิที่คาดว่าจะลดลง 9% เป็นการหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี
กำไรปี 2559 จะเติบโตจากการตั้งสำรองลดลง
สินเชื่อของปี 2558 คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 1% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตมาก ขณะที่ในปี 2559 เราคาดการเติบโตของสินเชื่อที่ 3% ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขที่ดี แต่เป็นเป้าขั้นต่ำของเรา ในส่วนของสินเชื่อรายย่อยแม้ว่าภาพรวมของหนี้ครัวเรือนจะลดต่ำลง แต่ยังมีข้อจำกัดจากธนาคารที่เข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเพื่อป้องกันหนี้เสีย
ขณะที่สินเชื่อภาคธุรกิจทั้งธุรกิจขนาดใหญ่และเอสเอ็มอีจะพึ่งพานโยบายการขับเคลื่อนจากภาครัฐเป็นหลัก หากการลงทุนภาครัฐเป็นไปดีกว่าคาด โอกาสที่สินเชื่อจะขยายตัวมากกว่า 3% ย่อมมีสูง
NPL ยังเพิ่มขึ้น แต่อัตราการเพิ่มเริ่มชะลอ
NPL ยังเป็นความเสี่ยงต่อการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารในปี 2559 เพราะเราคาดว่า NPL ยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น และยังไม่สามารถกะเกณฑ์ขนาดได้
อย่างไรก็ตาม พอจะเริ่มมีสัญญาณดีให้พอมีหวัง อาทิ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่จะส่งผลดีต่อสภาพคล่องของภาคธุรกิจ อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ สถานการณ์หนี้ครัวเรือนที่เริ่มดีขึ้นอย่างช้าๆ และตัวเลข SML (หนี้ที่จะใกล้ตกชั้นเป็นหนี้เสีย) ในกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีที่เริ่มชะลอตัวลง ทำให้เราคาดว่าธนาคารจะยังควบคุมได้ และน่าจะเริ่มเห็นจุดต่ำสุดของคุณภาพหนี้รอบนี้ภายในครึ่งแรกของปีนี้
การส่งต่อการลงทุนจากภาครัฐจะส่งผลบวกสู่ภาคธนาคารในครึ่งปีหลังเป็นต้นไป
การลงทุนภาครัฐยังเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจในปี 2559 โดยเฉพาะการผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐาน 20 โครงการ มูลค่ารวม 1.77 ล้านล้านบาท โดย 4 ใน 20 โครงการ เป็นโครงการที่เปิดให้เอกชนเข้าร่วมทุน หรือ PPP Fast Track ซึ่งจะช่วยร่นระยะเวลาในการประมูลโครงการ ทำให้โครงการเดินหน้าได้เร็วขึ้น
นอกจากนี้ การที่รัฐให้ความช่วยเหลือต่อภาคธุรกิจผ่านมาตรการความช่วยเหลือทางการเงินต่อเอสเอ็มอี (เช่น Soft Loan ผ่านธนาคารออมสินสู่ธนาคารพาณิชย์) และมาตรการลดหย่อนทางภาษีเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย รวมถึงการให้ความช่วยเหลือภาคการเกษตร สิ่งเหล่านี้จะส่งผลบวกต่อกลุ่มธนาคารพาณิชย์ในปีนี้ โดยเฉพาะในครึ่งปีหลังเป็นต้นไป







