
ความท้าทายทางการเงิน บทพิสูจน์ฝีมือ ‘วิรไท’
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
ทิศทางเศรษฐกิจปี 2559 แม้จะมีโอกาสเติบโตได้สูงขึ้นที่ 3.5% จากปี 2558 ที่โต 2.8% ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินไว้ แต่เศรษฐกิจไทยในปี 2559 ยังมีความท้าทายหลายในด้าน อาทิ 1.เศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวอย่างช้าๆ 2.ความแตกต่างของการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกมีมากขึ้น 3.ความผันผวนในตลาดการเงินโลก 4.ระดับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีแนวโน้มจะอยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน และ 5.ความเสี่ยงจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ให้ต้องติดตาม
เนื่องจากปัจจัยจากต่างประเทศที่ควบคุมไม่ได้เหล่านี้อาจกลายเป็นความเสี่ยง ทำให้เศรษฐกิจปี 2559 โตต่ำกว่าที่คาดไว้ได้ และปัจจัยจากในประเทศเองก็ใช่ว่าจะราบรื่น สถานการณ์เช่นนี้จึงกลายมาเป็นอีกบทพิสูจน์ฝีมือการทำงานของ วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. ที่เข้ามาเป็นผู้ถือหางเสือในการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจได้เพียง 3 เดือน ก็ต้องมารับมือกับปัจจัยลบดังกล่าว
เชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองถึงความท้าทายของการดำเนินนโยบายการเงินในปี 2559 ว่า ความท้าทายในปี 2559 หลักๆ น่าจะเป็นเรื่องความผันผวนของตลาดการเงิน จากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ย ที่เวลานี้อยู่ในระดับ 0.5% ภายในปี 2559 โดยอาจปรับขึ้นไปอยู่ที่ 1.25-1.50%
อย่างไรก็ตาม ถ้าเฟดขึ้นครั้งละ 0.25% ก็ต้องขยับดอกเบี้ยปีนี้ 3-4 ครั้ง ทิศทางเช่นนี้จะทำให้นักลงทุนจับตาในทุกรอบการประชุม ถ้าข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐออกมาดี ดอกเบี้ยขึ้น เงินเหรียญสหรัฐอาจปรับแข็งค่าขึ้น และอาจทำให้มีเงินไหลออก ค่าเงินบาทจะแกว่ง แต่ถ้าข้อมูลสหรัฐออกมาไม่ดี เงินเหรียญสหรัฐ อาจจะอ่อน ทำให้เงินบาทแกว่งมาด้านที่แข็งค่าขึ้น ภาวะเช่นนี้ทำให้ตลาดเงินแก่วงตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนแกว่งตาม และมีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้ายด้วย
นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายอีกด้านจากแรงกระเพื่อมของเศรษฐกิจจีนที่ยังเผชิญกับการชะลอตัว ซึ่งตลาดคาดกันว่าจีนอาจปล่อยให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงอีก ทำให้ค่าเงินของประเทศในตลาดภูมิภาคเศรษฐกิจเกิดใหม่ หรืออิมเมอร์จิ้นมาร์เก็ต ก็อาจจะอ่อนตามไปด้วย สถานการณ์นี้ทำให้ไทยอยู่กึ่งกลางของเศรษฐกิจขนาดใหญ่ระหว่างสหรัฐและจีน
รวมทั้ง ยังต้องติดตามดูปัญหาในกลุ่มประเทศอาร์เจนตินา บาร์เซิล เวเนซุเอลา ที่เศรษฐกิจกำลังแย่ ซึ่งถ้ากลุ่มนี้แย่ลงก็จะกดันค่าเงินท้องถิ่นในแต่ละประเทศ ส่งผลต่อค่าเงินประเทศอื่นๆ ด้วย รวมถึงต้องดูปัญหาในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย ที่มีปัญหาค่าเงินอ่อนจากการที่เขาเป็นประเทศส่งออกน้ำมันด้วย
“สถานการณ์เช่นนี้ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินปี 2559 ของไทยอยู่ในภาวะอยากลำบาก ความผันผวนของตลาดการเงินจะเพิ่มขึ้น เงินทุนเคลื่อนย้านผันผวน ยิ่งถ้าสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยไปเกิน 1.5% ยิ่งมีความเสี่ยงเงินทุนไหลออกจากไทย หรือดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐมีส่วนต่างห่างกันเกิน 1% ยิ่งเสี่ยงต่อการที่เงิน่จะไหลออก ทำให้บรรยากาศปี 2559 จะดุเดือดขึ้น เป็นปีที่แย่และเหนื่อย
แต่เชื่อว่า ธปท.น่าจะเห็นประเด็นเหล่านี้ และมีการเตรียมการรับมือบ้างแล้ว อย่างไรก็ดี คาดว่าดอกเบี้ยนโยบายของไทยน่าจะยืนที่ 1.5% ตลอดปี เพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย” เชาว์ ระบุ
ด้าน สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึงสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ระบุว่า ความท้าทายสำคัญของนโยบายการเงินในปี 2559 น่าจะมาจากต่างประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งการทำนโยบายการเงินคงไม่ง่าย เพราะเศรษฐกิจเติบโตไม่ดีนัก โอกาสที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของไทยจึงไม่ง่าย ดีไม่ดีอาจมีความเสี่ยงที่จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงด้วย เพราะแม้ว่าทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐจะปรับขึ้น แต่ประเทศในฝั่งยุโรป ญี่ปุ่น และเอเชีย ยังไม่น่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ย จึงต้องรอดูว่า 2 ส่วนนี้จะเชื่อมโยงกันได้มากแค่ไหน
รวมทั้งยังต้องดูเรื่องมาตรการอัดฉีดเงิน หรือคิวอี ที่หมดลง ซึ่งมีส่วนทำให้เงินไหลออก ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทย โดยประเทศไทยมีทางออก 2 ทาง คือ กั้นไว้ไม่ให้ไหลออก หรือปล่อยให้ออกต่อหรือไม่ แต่ผมคาดว่านโยบายของไทยน่าจะปล่อยให้ออก เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะปิดกั้นเงินทุนเอาไว้ แต่ต้องดูไม่ให้การไหลออกของเงินทุนต่างประเทศเป็นไปอย่างรุนแรง
สมชัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ต้องดูความท้าทายจากการเมือง แม้เรื่องนี้ดูจะเป็นเรื่องที่ไกลตัว ธปท. แต่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างๆ ด้วย เช่น จะมีการนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศไปใช้ประโยชน์เหมือนรัฐบาลที่ผ่านมาหรือไม่ รวมถึง ต้องดูเรื่องการแข่งขันของประเทศที่จะมีผลต่อการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ในระยะต่อไป ซึ่งผู้ว่าการ ธปท.เอง ก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และยังต้องติดตามความท้าทายด้านค่าเงินบาท ที่จะมีผลต่อภาคการส่งออก และการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจด้วย
เหล่านี้เป็นความท้าทายที่จะต้องมีการบริหารจัดการให้เหมาะสม







