
สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ มือปั้นข้าราชการยังบลัด
8...ทีมข่าวการเงิน
ถือเป็นหนึ่งในผู้บริหารที่กำลังจะเกษียณ อายุราชการ สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ผ่านประสบการณ์บริหารมาหลายกรมกอง ตั้งแต่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต
ขณะที่ในยุคที่ กรณ์ จาติกวณิช เป็น รมว.คลัง มีการตั้งกลุ่มผู้บริหารเลือดใหม่ขึ้นเป็นอธิบดี ไม่ว่า สมชัย สัจจพงษ์ อธิบดีกรมศุลกากร อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อธิบดีกรมสรรพสามิต และพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง และสุภา ปิยะจิตติ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายรัฐวิสาหกิจ
สถิตย์ มองว่า อธิบดีหนุ่มๆ ที่ขึ้นมารับตำแหน่ง ส่วนใหญ่มีเทคนิคดี มีความรู้ด้านบริหารผ่านมาบ้าง แต่อาจต้องสั่งสมประสบการณ์เพิ่มเติม เพื่อเติมเต็มวุฒิภาวะ
“
การบริหารมันเป็นศาสตร์ที่แต่ละคนยังมีไม่ครบถ้วน ยังผ่านมาน้อยเกินไป แต่อยู่ในวิสัยที่มีศักยภาพ ส่วนเรื่องเทคนิคแต่ละคนพอๆ กัน” ปลัดกระทรวงการคลังระบุสถิตย์ยังเตือนรุ่นน้องเหล่านี้ด้วยว่า อยากให้รักษาความตรงไปตรงมาและความเป็นข้าราชการมืออาชีพเอาไว้ เพราะที่ผ่านมาพบว่าเมื่อข้าราชการรุ่นใหม่ได้รับตำแหน่งใหญ่ขึ้นมักจะเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็น
ก่อนหน้านี้หลายปี มีคนเสนอให้สถิตย์ไปเป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ รวมทั้งหยิบยื่นตำแหน่งผู้อำนวยการใหญ่บริษัท การบินไทย ก่อนที่ กนก อภิรดี จะมารับงาน แต่ก็ไม่ไป เพราะรักทำงานที่กระทรวงการคลัง
สถิตย์ เล่าว่า ส่วนตัวแม้จะจบด้านนิติศาสตร์ แต่ก็ไปเรียนต่อด้านเศรษฐศาสตร์ และการบริหารการพัฒนา ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนของวิธีคิด ในการบริหารราชการ
เวลาเข้าไปทำงานในกรมต่างๆ ได้นำหลักการไปขับเคลื่อนในทุกที่ แต่ทำแล้วต้องใจแข็งมาก มุ่งมั่น เพราะเรื่องสำคัญที่สุดคือการบริหารจัดการองค์กร ส่วนเรื่องเทคนิคนั้น ผู้บริหารเบอร์ 3 เบอร์ 4 จัดการได้อยู่แล้ว
อย่างช่วงที่อยู่กรมสรรพสามิต ก็ปรับโครงสร้างการทำงานหลายอย่าง เพราะเดิมค่อนข้างเป็นอนุรักษนิยมมาก ได้ไปพัฒนาให้การทำงานมีความรวดเร็วมากขึ้น ถือเป็นช่วงเวลาที่ทำงานแล้วสนุกที่สุด
สถิตย์ ยอมรับว่า การไปเปลี่ยนแปลงกรมสรรพสามิตตอนนั้นก็มีผู้ไม่พอใจหลายเรื่อง การต่อต้านก็มีอย่างเงียบๆ
“
มีคนมาสารภาพกับผมภายหลังว่า ข้าราชการก็เครียดกันมาก แต่สุดท้ายเห็นว่าเป็นการพัฒนาให้ดีขึ้น ก็ทำให้ข้าราชการกล้าที่จะมาเคียงบ่าเคียงไหล่กับกระทรวงการคลัง”ส่วนเรื่องการเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมนั้น ตอนนั้นที่คิดกันก็เห็นด้วยเพราะภาษีมีสภาพผูกพันทางกฎหมาย ใครไม่จ่ายก็มีความผิด ซึ่งคิดว่าสามารถเก็บได้เกินเป้าสัมปทานไปพอสมควร มีรายได้เข้าคลังมาก ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าเป็นการกีดกันการเข้าสู่ตลาดของรายใหม่
ส่วนหน่วยงานที่ทำงานแล้วปวดหัวมากที่สุดคือ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยเฉพาะโควตาลอตเตอรี่ที่เกี่ยวกับคนพิการนั้น พยายามหาวิธีการแก้ปัญหาให้ดีที่สุด แต่ที่ผ่านมาก็ยังมีการร้องเรียนอยู่เรื่อยๆ ได้เคยเสนอให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เป็นผู้จัดสรรโควตาเอง เพื่อจะได้มีการจัดสรรได้อย่างทั่วถึง เพราะทางกระทรวงจะมีรายชื่อของผู้พิการและสมาคมคนพิการทั้งหมดอยู่ในมือ
สถิตย์ บอกว่า ชีวิตหลังจากเกษียณอายุคงจะไปทำสถาบันวิทยาการเศรษฐกิจและการคลัง เหมือน
“อะคาเดมี” คือมีผู้มีความรู้มาบรรยายให้กับข้าราชการที่ต้องปรับตัวให้มีความรู้กว้างขึ้น“
ก็ยังนึกไม่ออกว่าวันที่ 1 ต.ค. 2553 จะเป็นอย่างไร แต่หลังจากนั้นจะทำงานด้านวิทยาการส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งทำงานด้านส่วนตัว ธุรกิจส่วนตัวคงไม่ใหญ่มาก” ปลัดกระทรวงการคลังระบุสำหรับงานการเมืองก็มีคนมาชักชวน แต่เดี๋ยวนี้ไม่สนใจ เพราะทำงานด้านภาครัฐมานาน อยากพ้นจากพันธนาการของกฎระเบียบบ้าง
ตอนนี้พยายามเร่งแก้ปัญหากองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เพราะผู้กู้ได้เงินไปแล้วไม่คืน ก็เลยเสาะหาดูว่าทำไมไม่คืน ก็เพราะให้กู้ในวิชาที่จบไปแล้วไม่มีงานทำ จึงปรับใหม่ให้เรียนในวิชาที่สังคมต้องการ ขณะนี้ได้ทำแผนใหม่ไปแล้ว
ปัจจุบัน กยศ.ให้กู้ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายถึงปริญญาตรี มัธยมปลาย เฉลี่ยคนละ 2.7 หมื่นบาทต่อปี ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) คนละ 3 หมื่นบาทต่อปี ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) คนละ 4 หมื่นบาทต่อปี และปริญญาตรีคนละ 5.5 หมื่นบาทต่อปี ขณะนี้ กยศ.มียอดหนี้คงค้าง 2.9 หมื่นล้านบาท มีผู้กู้ที่ไม่ชำระเงินคืนเงินกู้หลายแสนคน







