
เดนมาร์กกับไทย
ผมเดินทางมาประเทศเดนมาร์กเพื่อศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยีการบริหารจัดการน้ำ ทั้งการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและการป้องกันน้ำท่วม ซึ่งถือว่าเป็นประเทศผู้ส่งออกเทคโนโลยีชั้นนำทางด้านนี้ของโลก จึงเป็นโอกาสได้เรียนรู้ในฐานะประเทศที่มีชื่อเสียงเรื่องผลิตภัณฑ์นม
ผมเดินทางมาประเทศเดนมาร์กเพื่อศึกษาดูงานด้านเทคโนโลยีการบริหารจัดการน้ำ ทั้งการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและการป้องกันน้ำท่วม ซึ่งถือว่าเป็นประเทศผู้ส่งออกเทคโนโลยีชั้นนำทางด้านนี้ของโลก จึงเป็นโอกาสได้เรียนรู้ในฐานะประเทศที่มีชื่อเสียงเรื่องผลิตภัณฑ์นม
เดนมาร์กในหน้าหนาวอุณหภูมิติดลบ มีพายุหิมะเข้าเกือบทุกสัปดาห์ ท้องฟ้ามืดครึ้มทั้งวัน มีเพียงแสงแดดสลัวๆ 4–5 ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น รู้สึกหดหู่ เพราะเรามาจากประเทศที่รับแสงอาทิตย์ทุกฤดู จึงไม่น่าเชื่อว่าประเทศนี้ที่มีประชากรเพียง 5 ล้านคน จะขยันทำงานกันได้อย่างไร จนพัฒนาเป็นประเทศที่มีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดในยุโรปและในโลกประเทศหนึ่งก็ว่าได้
เดนมาร์กสามารถเปลี่ยนจากประเทศที่พึ่งพาเกษตรกรรมเป็นหลัก มาเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลกได้ หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยนโยบายที่วางแผนอนาคตของชาติไปข้างหน้ารอบละ 20 ปี
อันดับแรก รัฐมุ่งลงทุนในการศึกษาอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ที่มีความรู้ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมีโรงเรียนพัฒนาอาชีพให้พลเมืองอย่างจริงจัง
เดนมาร์กเริ่มต้นจากการสร้างคน สร้างระบบสังคมเพื่อรองรับ ปัจจุบันเป็นประเทศที่มีสวัสดิการดีที่สุดประเทศหนึ่งในโลก พลเมืองทุกคนเรียนฟรีตั้งแต่อนุบาลจนจบมหาวิทยาลัย เมื่อเกษียณก็มีบำนาญตลอดชีวิต ทุกคนรักษาฟรี เจ็บป่วยแก่เฒ่าก็มีคนดูแล รัฐจัดการให้ทุกอย่าง เป็นประเทศที่กระจายรายได้ที่ดีสุดแห่งหนึ่งของโลก
ต่อมารัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างภาษีบุคคลและธุรกิจ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำของสังคม จึงมีการเก็บภาษีรายได้บุคคลสูงมากถึง 40–60% ทุกคนต้องเสียภาษีเพื่อให้รัฐบาลนำเงินมาเพื่อกลับไปดูแลสวัสดิการที่ดีเยี่ยมเท่าเทียมกัน กำหนดอัตราภาษีที่สูงมาก โดยเฉพาะกับรถยนต์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่รัฐมองว่าไม่ใช่สิ่งจำเป็น
ขณะที่ส่งเสริมให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ด้วยภาษีธุรกิจที่ต่ำมากที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรป และผู้ประกอบการยังไม่ต้องดูแลลูกจ้างในเรื่องสวัสดิการ เพราะรัฐยินดีรับเป็นภาระเองทั้งหมด
โครงสร้างภาษีแบบนี้ ทำให้อยากสร้างธุรกิจ และยินดีจ่ายค่าแรงสูงๆ เพราะไม่เป็นภาระในเรื่องอื่นแล้ว เดนมาร์กจึงมีอุตสาหกรรมที่ประสบความสำเร็จมาก รัฐและเอกชนยังลงทุนกับการวิจัยและพัฒนาสูงถึง 5% ของรายได้ อุตสาหกรรมจากเดนมาร์กจึงเป็นเจ้าตลาด ขายดีแม้ในประเทศอุตสาหกรรมสุดยอดของโลกอย่างเยอรมนี
ถึงแม้เดนมาร์กจะเป็นประเทศอุตสาหกรรม แต่ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมมาก โดยเป็นประเทศแรกในยุโรปที่เก็บภาษีค่าปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และริเริ่มการใช้พลังงานทดแทน ทั้งกังหันลม ไบโอก๊าซ และพลังงานแสงอาทิตย์
เมืองหลวง กรุงโคเปนเฮเกน ยังเป็นเมืองจักรยานที่มีอัตราส่วนของคนใช้จักรยานในการเดินทางมากที่สุดในโลก รัฐทำช่องทางจักรยานบนทุกถนนในเมือง และยังทำทางจักรยานรอบเมืองหรือเป็นซูเปอร์ไฮเวย์สำหรับจักรยาน ระยะทางรวมกันถึง 300 กม. ช่วยลดทั้งปัญหาการจราจร ลดมลพิษ
ไทยก็เปลี่ยนแปลงได้เหมือนเดนมาร์ก หากปฏิรูปแบบจริงจัง







