
ธุรกิจพลังงานทดแทนญี่ปุ่น โอกาสใหม่ของนักธุรกิจไทย
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
ผลจากการที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เลื่อนจับสลากโครงการโซลาร์สหกรณ์ออกไปโดยไม่มีกำหนดเวลา เป็นการเลื่อนรอบที่สอง จากเดิมจะจับสลากวันที่ 22 ธ.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจำนวนมากจากผู้ร่วมเสนอโครงการที่ไม่ผ่านคุณสมบัติในเรื่องเกณฑ์ กฎหมายผังเมือง ทำให้กำหนดรับรู้รายได้ภายในเดือน ก.ย. 2559 จะเลื่อนออกไปเช่นกัน ส่งผลเสียต่อบริษัทที่มีแผนจะเข้าร่วมโครงการนี้
ความฝันของนักธุรกิจพลังงานทดแทนคงต้องค้างต่อไปอีก นักธุรกิจพลังงานทดแทนในประเทศไทยนั้นมีอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจนี้อย่างหนัก อุปสรรคแรก คือ การได้มาซึ่งใบอนุญาต อุปสรรคที่สอง คือ การบริหารจัดการเพื่อให้โครงการอยู่ร่วมกับชุมชนได้ดี ที่แค่สองอุปสรรคนี้ก็เพิ่มต้นทุนให้มหาศาล นี่ยังไม่นับรวมค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่มที่รัฐบาลอุดหนุนลดลง ผิดไปจากผู้ได้ใบอนุญาตใบแรกๆ
รชต ลีลาประชากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย-เยอรมันโปรดักส์ หรือ TGPRO เปิดเผยว่า บริษัทได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจ (เอ็มโอยู) กับบริษัท ยูเมย่า ประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าแบบโซลาร์ฟาร์ม ปริมาณพลังงานไฟฟ้า 20 เมกะวัตต์ ที่ประเทศญี่ปุ่น
ทั้งนี้ จะสามารถสรุปผลการร่วมทุนทำโรงไฟฟ้าได้ภายในเดือน ม.ค. 2559 คาดจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3-4 เดือน ซึ่งจะเริ่มขายไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ (ซีโอดี) ได้ในช่วงไตรมาส 3/2559 และรับรู้รายได้เต็มปี 2560 โดยผลตอบแทนการลงทุน (ไออาร์อาร์) โครงการนี้มากกว่า 10%
สำหรับการลงทุนร่วมกันในครั้งนี้ บริษัทจะพิจารณา “จัดตั้งบริษัทร่วมทุน” ซึ่งบริษัทจะถือหุ้นในสัดส่วนมากกว่า 80% ของทุนจดทะเบียนทั้งหมด พร้อมกันนี้บริษัทยังมองโอกาสร่วมมือกับยูเมย่า เพื่อศึกษาและพัฒนาโรงไฟฟ้าประเภทอื่นๆ ต่อไปด้วย เพราะยูเมย่ามีใบสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (พีพีเอ) โรงไฟฟ้าเกือบทุกประเภท อีกทั้งบริษัทศึกษาร่วมทุนทำโรงไฟฟ้าในประเทศ อื่นๆ ด้วย
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาบริษัทได้ศึกษาลงทุน “โรงไฟฟ้าพลังงานลม” ซึ่งได้ว่าจ้างบริษัททดสอบพลังงานลมเข้ามาทดสอบบนเนื้อที่ที่บริษัทได้จัดเตรียมไว้ประมาณ 200-300 ไร่ ใน จ.ระยอง และพบว่าสามารถผลิตกำลังไฟฟ้าได้ 10 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ดี หากมีความชัดเจนบริษัทจะแจ้งรายละเอียดอีกครั้ง ด้านฐานเงินทุน ในการลงทุนโรงไฟฟ้านั้นไม่ใช่ปัญหา เพราะปัจจุบันบริษัทมีกระแสเงินสูงประมาณ 160-170 ล้านบาท และอัตราหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ต่ำ 0.43 เท่า ซึ่งสามารถขอวงเงินกู้ยืมจากกลุ่มสถาบันการเงินได้หลายเท่า
สำหรับแผน 3 ปีข้างหน้า บริษัทมีแนวคิดปรับโครงสร้างธุรกิจขึ้นเป็นบริษัทร่วมลงทุน (โฮลดิ้ง) ลงทุนในบริษัทย่อย อาทิ ธุรกิจท่อสเตนเลส ธุรกิจพลังงานทดแทน และธุรกิจอื่นๆ ที่มีศักยภาพ แตกไลน์ธุรกิจพลังงาน พร้อมกันนี้ได้ตั้งเป้าหมายผลักดันบริษัทย่อยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เป็นลำดับถัดไป
ดังนั้น ในระยะเวลาดังกล่าวบริษัทจำเป็นต้องใช้ฐานเงินทุนเพื่อเร่งเดินหน้าแผนธุรกิจ ทั้งการพิจารณาเข้าซื้อกิจการ (เทกโอเวอร์) และร่วมทุน
สำหรับปี 2559 มั่นใจกำไรสุทธิจะเติบโตก้าวกระโดด และพลิกทำกำไรนับตั้งแต่ไตรมาส 1/2559 เป็นต้นไป ซึ่งบริษัทจะสามารถล้างขาดทุนสะสมที่มีอยู่ 58.54 ล้านบาททั้งหมด และกลับมาจ่ายปันผลตามนโยบายไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิได้เป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี เนื่องจากในปี 2559 บริษัทได้รับอานิสงส์ภาครัฐเร่งประมูลโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ ทำให้บริษัทมีโอกาสรับงานซับคอนแทรกต์จากกลุ่มผู้รับเหมารายใหญ่ที่มีสัมพันธ์ที่ดีต่อบริษัท อย่างเช่น บริษัท ช.การช่าง (CK) บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STEC) บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) และบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ) ทั้งคำสั่งซื้อท่อเหล็ก ท่อสเตนเลส และท่อเฟอร์นิเจอร์ ที่ใช้กับงานระบบราง และงานตกแต่งสถานี
ปัจจุบันบริษัทรับคำสั่งซื้อโครงการรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นคำสั่งซื้อท่อเหล็ก ท่อสเตนเลส และท่อเฟอร์นิเจอร์ เพื่อใช้ตกแต่งสถานีประมาณ 8-9 สถานี ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้บางส่วนในไตรมาส 4/2558 และที่เหลือจะไปรับรู้รายได้ในปี 2559
ทั้งนี้ ช่วงไตรมาส 1/2559 บริษัทมีแผนขยายกำลังผลิตใหม่อีก 100% ทำให้กำลังผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 3 หมื่นตัน/ปี จากปัจจุบันที่ 1.5 หมื่นตัน/ปี
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง กล่าวว่า นับเป็นประเด็นเชิงบวก ภายหลังที่ TGPRO เซ็นเอ็มโอยูกับยูเมย่าเพื่อศึกษาทำโซลาร์ฟาร์ม 20 เมกะวัตต์ในประเทศญี่ปุ่น เพราะถือเป็นผลดีต่อกำไร รายได้ และราคาหุ้น TGPRO ในอนาคต โดยเบื้องต้นหากรวมธุรกิจพลังงานทดแทนและผลประกอบการไตรมาส 4/2558 พลิกทำกำไรเข้าไป จะสนับสนุนให้ราคาหุ้น TGPRO ในระยะสั้นๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นยืนเหนือที่ระดับ 0.42 บาทได้ และจะค่อยๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปแตะจุดสูงสุดเดิมที่บริเวณ 0.94 บาท โดยแนะนำ “ซื้อสะสม” มองเป้าหมายปี 2559 ไว้ที่ 1 บาท
อาณัติ มังกรหงษ์ ประธานฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท ยูเมย่า กล่าวว่า นักลงทุนไทยให้ความสนใจโครงการลงทุนโซลาร์ฟาร์มผลิตไฟฟ้าให้กับรัฐบาลญี่ปุ่น โดยร่วมกับยูเมย่าซึ่งเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าทางเลือก ผ่านการพิจารณาจากรัฐบาลญี่ปุ่นและมีใบอนุญาตสัมปทานการผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้กับหน่วยงานรัฐบาลของญี่ปุ่น รวมกำลังการผลิต 250 เมกะวัตต์ ทั้งนี้การเข้ามาลงทุนของยูเมย่าในประเทศไทย อยู่ในแผนงานที่ต้องการขยายธุรกิจด้านพลังงานมายังภูมิภาคอาเซียน โดยเล็งไทยเป็นศูนย์กลางธุรกิจเพื่อขยายไปสู่ประเทศสมาชิกต่อไป
บริษัทมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ แสงอาทิตย์เป็นพลังงานทางเลือกที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ลดการใช้แหล่งพลังงานหลักที่มีอยู่อย่างจำกัด และในประเทศไทยการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์กำลังเดินหน้าและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเริ่มต้นธุรกิจนี้มุ่งไปที่การทำโครงการเชิญชวนนักลงทุนไทยไปลงทุนทำโซลาร์ฟาร์มร่วมกับยูเมย่าที่ญี่ปุ่น เพราะเรามีใบอนุญาตสัมปทานการผลิตไฟฟ้าเพื่อจำหน่ายให้กับหน่วยงานรัฐบาลญี่ปุ่น จากนั้นจึงจะขยายธุรกิจในส่วนของโซลาร์รูฟท็อปสำหรับสถานประกอบการ หรือกลุ่มเอสเอ็มอี และแนะนำเทคโนโลยีกำจัดขยะไบโอแมสให้คนไทยได้รู้จักภายในปี 2559 แผนธุรกิจในประเทศไทยถือเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานเพิ่มศักยภาพ และความแข็งแกร่งของธุรกิจให้ชัดเจนขึ้น และบริษัทยังมีแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียวในอีก 2 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ ปัจจุบันนอกจาก TGPRO แล้ว บริษัทอยู่ในระหว่างเจรจาเพื่อร่วมลงทุนกับบริษัท สตาร์เอ็นเนอร์ยี่ และบริษัท สากล เอนเนอยี ในการร่วมทุนโครงการโซลาร์ฟาร์มรายละ 20 เมกะวัตต์เช่นเดียวกัน
อัฐวุฒิ ปภังกร ประธานฝ่ายการเงิน บริษัท ยูเมย่า กล่าวว่า ปัจจุบันการดำเนินงานของยูเมย่าในแต่ละโครงการที่ญี่ปุ่นมีขนาด 1.5 เมกะวัตต์ 2.2 เมกะวัตต์ และ 1.2 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในเมืองนากาโนะ อิบารากิ และยูชิกุ ได้ขายกระแสไฟฟ้าให้กับรัฐบาลในราคา 32-36 เยน/หน่วย คิดเป็นสัดส่วนกำไรจากการดำเนินงานประมาณ 5–8% ทั้งนี้บริษัทยังมีใบอนุญาตสำหรับการผลิตไฟฟ้าอีก 250 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างทางเลือกใหม่ด้านการลงทุนให้กับนักลงทุนของไทยที่สนใจลงทุนด้านพลังงาน โดยได้รับผลตอบแทนอยู่ที่ 5-7% ภายในระยะคืนทุน 8 ปี
“ลงทุนกับยูเมย่าเรารับประกันผลตอบแทนต่อการลงทุน เพราะบริษัทเช่าที่ดินในการดำเนินการ มีการบริหารจัดการ ผู้ร่วมทุนอาจไปเยี่ยมดูโครงการปีละครั้ง ส่วนที่เหลือติดตามผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เมืองไทยไม่ต้องวุ่นวาย ลำบากใจกับการจ่ายค่าต้นทุนที่ไม่สามารถควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าใบอนุญาตหรือการจัดการกับชุมชน เพราะลงทุนเองด้านโซลาร์ฟาร์มต้องใช้พื้นที่มาก”
การลงทุนโซลาร์ฟาร์มในญี่ปุ่นไม่ยุ่งยาก ใช้เวลา 3-6 เดือนในการดำเนินการ มีสัญญาร่วมทุน 20 ปี หากซื้อทั้งโครงการจะมีการโอนสิทธิให้ มีค้ำประกันเครื่องจักร บริษัทรับเหมาในการดูแลโครงการ โดยใช้เครื่องอินเวอร์เตอร์ของชิไม (CMIC) ที่เป็นการร่วมทุนของโตชิบาและมิตซูบิชิ
สำหรับความเสี่ยงเรื่องภัยธรรมชาติ บริษัทมีการค้ำประกันว่าจะไม่มีปัญหาเรื่องแผ่นดินไหวสึนามิ เพราะพื้นที่ดำเนินการอยู่ใกล้ภูเขา ห่างชุมชน
“แสงแดดที่ญี่ปุ่นทางภาคใต้กรุงโตเกียวลงมา ใต้คิวชู ที่ค้ำประกันไว้คือ 3.6 ชั่วโมง/วัน/ปี เท่ากับผลตอบแทน 7% ต่ำสุด 2.7 ชั่วโมง/วัน/ปี ผลตอบแทน 4.2% ต่อปี”
อัฐวุฒิ กล่าวว่า ถ้าเปรียบเทียบการลงทุนโซลาร์ฟาร์มในไทยกับญี่ปุ่น ต้นทุนการทำโซลาร์ฟาร์มในไทยสูงกว่า (โซลาร์สหกรณ์ และโครงการของทหาร) ดอกเบี้ยที่ญี่ปุ่นถูกมาก แต่ค่าแรงงานแพงกว่าไทย 3-4 เท่า และแสงแดดที่เมืองไทยดีกว่า โดยเฉพาะภาคอีสาน
ก่อนหน้านี้ บริษัท ยูเมย่า ได้ขยายการลงทุนไปยังประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ โดยนำเทคโนโลยีด้านการกำจัดขยะไบโอแมสเข้าไปดำเนินการกำจัดขยะจำนวนมากกว่า 150 ตันให้กับหน่วยงานรัฐบาล และสามารถแก้ไขปัญหาขยะล้นเมืองให้กับฟิลิปปินส์ได้ สำหรับประเทศไทยการเข้ามาลงทุนของบริษัท ยูเมย่า ดำเนินงานโดยจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่างไทย-ญี่ปุ่น ในสัดส่วนการถือหุ้น 51:49 โดยมีผู้บริหารคนไทย 2 คนเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทร่วมทุนนี้ และยังถือหุ้นร่วมอีก 5% ในบริษัท ยูเมย่า บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นด้วย
บริษัท ยูเมย่า ก่อตั้งขึ้นในปี 2542 ตั้งอยู่ที่เมืองคาสุไก ประเทศญี่ปุ่น ประธานบริษัท คือ โทรุ สึโยชิ เป็นผู้ประกอบการด้าน EPC (Engineering Procurement and Construction) ของประเทศญี่ปุ่น และเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้าทางเลือกจากพลังงานแสงอาทิตย์ และโรงงานกำจัดขยะไบโอแมสทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ มียอดขายปี 2557 จำนวน 9,000 ล้านเยน ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจมาตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี จึงได้รับการพิจารณาเป็นหนึ่งในบริษัทเอกชนญี่ปุ่นที่ได้รับใบอนุญาตการผลิตไฟฟ้าพลังงานทางเลือกเพื่อขายให้กับรัฐบาลญี่ปุ่น
ธุรกิจการผลิตไฟฟ้าพลังงานทางเลือกมีการขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิดที่ฟูกุชิมา ส่งผลให้เกิดแนวโน้มการขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าภายในประเทศ รัฐบาลญี่ปุ่นจึงมีแนวคิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนช่วยเหลือ และพัฒนาด้านพลังงานทางเลือกเพื่อผลิตไฟฟ้าขายให้กับรัฐบาล โดยรัฐบาลจะพิจารณาความพร้อมในด้านเงินทุน เทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ และพื้นที่สำหรับก่อสร้างโซลาร์ฟาร์ม ปัจจุบันบริษัท ยูเมย่าเป็นหนึ่งในบริษัทเอกชนญี่ปุ่นที่ได้รับใบอนุญาตสัมปทานการผลิตไฟฟ้าพลังงานทางเลือกเพื่อขายให้กับรัฐบาลญี่ปุ่น (กำลังการผลิตรวม 250 เมกะวัตต์)







