posttoday
มิตซูฯหวังแชร์แตะ9%

มิตซูฯหวังแชร์แตะ9%

09 มกราคม 2559

มิตซูตั้งเป้าปี 2559 หวังส่วนแบ่งตลาด 9% หวังครึ่งปีหลังนโยบายรัฐเห็นผล

มิตซูตั้งเป้าปี 2559 หวังส่วนแบ่งตลาด 9% หวังครึ่งปีหลังนโยบายรัฐเห็นผล

นายโมะริคาซุ ชกคิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิมอเตอร์ส (ประเทศไทย) เปิดเผยว่าบริษัทตั้งเป้าส่วนแบ่งทางการตลาดปีงบประมาณ 2559 (เม.ย. 2559-มี.ค. 2560) ไว้ที่ 9% สูงขึ้นจากปีก่อนอยู่ที่ 8% จากปัจจัยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ลงสู่ตลาดใหม่3 รุ่น ได้แก่ มิตซูบิชิ ไทรทัน,มิตซูบิช แอทราจ และมิตซูบิชิมิราจ รุ่นใหม่ ที่ลงสู่ตลาดในเดือน ม.ค. 2559

ทั้งนี้ ยอดขายสะสมเดือน ม.ค.-ธ.ค. 2558 ของบริษัท อยู่ที่ 59,820 คัน ลดลง 4.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อยู่ที่ 62,855 คัน จากปัจจัยสถานการณ์เศรษฐกิจและกำลังซื้อชะลอตัว แต่ในเดือน ธ.ค. 2558 มียอดขายเพิ่มขึ้น เป็นผลจากการปรับภาษีในปี 2559 ที่ส่งผลให้ลูกค้าเร่งตัดสินใจซื้อมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดรถยนต์ในประเทศปี 2559 มีแนวโน้มที่ยังไม่สดใสโดยคาดว่าอาจเทียบเท่ากับปีก่อน และยังมีความยากที่จะคาดการณ์ตลาด หวังว่านโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล อาทิ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การสนับสนุนผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และภาคการเกษตร จะเห็นผลในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้

นอกจากนี้ ยังคงต้องจับตาสถานการณ์ภัยแล้งและสถานการณ์น้ำที่มีผลต่อการเกษตรในปีนี้ รวมถึงเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวนโดยเฉพาะสถานการณ์ตลาดหลักทรัพย์ประเทศจีนและความอ่อนไหวของเงินหยวนซึ่งต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ขณะที่สถานการณ์กำลังการผลิตของบริษัทในปีนี้อยู่ที่ระดับราว 4 แสนคัน แบ่งเป็น การผลิตเพื่อการส่งออก 85% และการผลิตเพื่อตลาดในประเทศ 15% จากกำลังผลิตรวมสูงสุด 4.2 แสนคัน คาดว่าในปีนี้มีโอกาสที่จะขยายกำลังผลิตไปสู่ระดับ 5 แสนคัน

นายชกคิ กล่าวว่าในปีนี้บริษัทได้เริ่มการรับจ้างผลิตให้กับเฟียต (Fiat) ตามแผนระยะยาว 6 ปี จะมีการผลิตรวม 1.5-1.7 แสนคัน หรือเฉลี่ยราว 2.5 หมื่นคัน/ปี รวมอยู่ในสัดส่วนการส่งออก ซึ่งบริษัทอยากให้ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยที่มิตซูฯ ใช้ฐานการผลิตสำคัญเพียง 2 แห่งในโลก ได้แก่ ญี่ปุ่นและไทย

“อยากให้รัฐบาลดูแลเรื่องการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนไม่ให้มีความผันผวนเพื่อให้การส่งออกเป็นไปในทิศทางที่ดีตามการสนับสนุนรัฐบาล” นายชกคิ กล่าว

สำหรับสิ่งที่บริษัทโฟกัส 3 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านผลิตภัณฑ์ ที่ได้มีการเปิดตัวใหม่ใน 3 รุ่นครบทุกเซ็กเมนต์ เพื่อตอบสนองผู้บริโภคชาวไทยเป็นหลัก 2.ด้านบริการหลังการขาย โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรควบคู่ไปกับการปรับปรุงขยายศูนย์จำหน่ายและบริการที่ปัจจุบันมีจำนวน 220 แห่งทั่วประเทศ และ 3.ตราสินค้า(แบรนดิ้ง) ที่สร้างความน่าเชื่อถือของตราสินค้าอย่างต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลา55 ปี ที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในประเทศไทย

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย