
มังกรดับโลกร้อน ขึ้นค่าเงินหยวน-เลิกเซอร์กิตเบรกเกอร์
เปิดศักราช 2559 ตลาดหุ้น ตลาดเงิน และสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกในสัปดาห์แรกของปีเผชิญภาวะเลวร้ายที่สุดของประวัติศาสตร์
เปิดศักราช 2559 ตลาดหุ้น ตลาดเงิน และสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกในสัปดาห์แรกของปีเผชิญภาวะเลวร้ายที่สุดของประวัติศาสตร์
จากการติดตามดัชนีหุ้นทั่วโลกโดยดัชนีเอสแอนด์พี โกลบอล บอร์ด มาร์เก็ต พบว่าในช่วง 4 วันทำการแรกของปีนี้ ระหว่างวันที่ 4-7 ม.ค. มูลค่าตลาดหุ้นทั่วโลกลดลงแล้วถึง 2.23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 80.9 ล้านล้านบาท)
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ร่วงลงรวม 911 จุด หรือดิ่งลงถึง 5.2% ภายใน 4 วันแรกของปี นับเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบอย่างน้อย 120 ปี หรือตั้งแต่ปี 1896 จากการเก็บข้อมูลของบริษัทข้อมูลการเงิน แฟคท์เซ็ท รีเสิร์ช เช่นเดียวกับดัชนีเอสแอนด์พี 500 ที่ร่วงลงเกือบ 5%
ขณะที่ฝั่งตลาดหุ้นจีน ซึ่งเป็นที่มาของภาวะระส่ำไปทั่วโลก ดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต ลดลงรวม 15% และในฝั่งยุโรป ดัชนีแด็กซ์ เยอรมนี ลดลงรวม 7%
สถานการณ์ที่ปั่นป่วนไปทั่วโลกส่งผลให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของจีน (ซีเอสอาร์เอส) ประกาศระงับการใช้มาตรการเซอร์กิต เบรกเกอร์ เมื่อคืนวันที่ 7 ม.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากถูกนักวิเคราะห์ทั่วโลกโจมตีอย่างหนักว่า เป็นกลไกที่ยิ่งกระพือความไม่เชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นจีนให้รุนแรงขึ้น โดยส่วนหนึ่งเป็นเพราะจีนกำหนดกรอบดัชนีที่ร่วงลงเพียง 7% เท่านั้น จากมาตรการทั่วไปซึ่งมักใช้กันที่ระดับ 10%
นอกจากนี้ ทางการจีนยังย้ำความเชื่อมั่นต่อเนื่องในวันถัดมา โดยธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) ประกาศเพิ่มค่ากลางอ้างอิงเงินหยวนอีก 0.02% ไปอยู่ที่ 6.5636 หยวน/เหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าราคาปิดตลาดซื้อขายออนชอร์เมื่อวันที่ 7 ม.ค. ซึ่งอยู่ที่ 6.5959 หยวน/เหรียญสหรัฐ
การประกาศลดค่ากลางเงินหยวนลงอย่างต่อเนื่องตลอด 3 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้เงินหยวนอ่อนค่าลงกว่า 1% และลงไปแตะระดับต่ำสุดที่ 6.7600 หยวน/เหรียญสหรัฐ ในระหว่างการซื้อขายเมื่อวันที่ 7 ม.ค.
การขึ้นค่ากลางอ้างอิงของเงินหยวนยังส่งผลให้เงินเยน ญี่ปุ่น อ่อนค่าลงเป็นครั้งแรกในรอบสัปดาห์นี้ โดยลดลง 0.6% อยู่ที่ 118.32 เยน/เหรียญสหรัฐ หลังจากที่เพิ่งแข็งค่าขึ้นสูงสุดในรอบ 4 เดือน ที่ 117.33 เยน/เหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 7 ม.ค.
ขณะที่ค่าเงินบาทช่วงเช้าของวันที่ 8 ม.ค.เปิดที่ 36.25 บาท/เหรียญสหรัฐ แข็งค่าขึ้น มาปิดตลาดที่ 36.31 บาท/เหรียญสหรัฐ รับมาตรการของจีน
แม้ว่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงจะช่วยสนับสนุนภาคการส่งออกของจีน แต่ขณะเดียวกันก็เพิ่มความเสี่ยงให้กับภาคเอกชนของจีนที่กู้ยืมหนี้สกุลเงินต่างประเทศด้วย และยังทำให้ตลาดกังวลว่า ภาวะเศรษฐกิจจีนซบเซารุนแรงมากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ จนทำให้จีนต้องใช้วิธีลดค่าเงินที่เสี่ยงต่อการทำให้เกิดสงครามค่าเงินเต็มรูปแบบตามมา
บลูมเบิร์ก ระบุว่า เงินหยวนที่อ่อนค่าลงแล้วราว 5% นับตั้งแต่การลดค่าเงินในเดือน ส.ค.ปีที่ผ่านมา อาจยังไม่เพียงพอที่จะช่วยกระตุ้นการส่งออกและเศรษฐกิจจีนให้เห็นผลได้เป็นรูปธรรม
ดังนั้น จึงคาดว่าจีนต้องเดินหน้าลดค่าเงินหยวนอย่างต่อเนื่อง โดยอาจต้องให้อ่อนค่าลง 7.7% เพื่อให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวขึ้นเพิ่มได้ 0.7% แม้ว่าจะเสี่ยงต่อภาวะทุนไหลออกราว 6.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 24.3 ล้านล้านบาท) ก็ตาม
ล่าสุด ทางการจีนยังได้เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นเพิ่มเติมผ่านมาตรการทางอ้อม โดยบลูมเบิร์กรายงานว่า รัฐบาลกรุงปักกิ่งได้สั่งการให้บรรดากองทุนของรัฐพร้อมใจกันเข้าซื้อหุ้นเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 8 ม.ค. เพื่อชดเชยมูลค่าตลาดที่หายไปมหาศาลตลอดช่วง 4 วันที่ผ่านมา
“การยกเลิกมาตรการเซอร์กิต เบรกเกอร์ จะช่วยให้ตลาดมีเสถียรภาพขึ้นมาได้ ทว่าความรู้สึกตื่นตระหนกของตลาดก็ยังไม่ได้หายไป โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนรายย่อย ทีมแห่งชาติของจีน หรือการประสานงานเป็นเนื้อเดียวกันหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องอาจยังต้องเดินหน้าเข้าซื้อหุ้นต่อไปอีกระยะ เพื่อช่วยให้ตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้นกว่านี้” หลี่จิงหยวน ผู้จัดการ บริษัทจัดการสินทรัพย์เซี่ยงไฮ้ บิงเฉิง แอสเซท แมนเนจเมนต์ กล่าวกับบลูมเบิร์ก
แม้จะไม่มีการเปิดเผยวงเงินการเข้าซื้อหุ้นในครั้งนี้ แต่มาตรการทั้งหมดก็ช่วยให้ตลาดหุ้นจีน รวมถึงตลาดหุ้นโลกดีดตัวกลับขึ้นมาได้แรงในการซื้อขายวันสุดท้ายของสัปดาห์แรกนี้
ผลที่ตามมา ดัชนีเซี่ยงไฮ้ คอมโพสิต บวกได้ถึง 3.32% ระหว่างการซื้อขายก่อนจะลดลงมาปิดตลาดบวก 1.98% ขณะที่ดัชนีซีเอสไอ 300 ปิดบวก 2.04% และดัชนีฮั่งเส็ง ฮ่องกง ปิดบวก 0.59%
ธนาคารมิซูโฮ ระบุว่า คาดว่าตลาดจะฟื้นตัวกลับมาได้หลังจากที่คลายความกังวลต่อจีน ทว่าปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นจีนก็ยังไม่ได้หมดไป ทั้งด้านความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นตลอดสัปดาห์นี้ และภาวะเงินทุนไหลออกที่อาจดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
“ภาวะตลาดที่ระส่ำอย่างหนัก สะท้อนว่าไม่มีใครรู้ได้เลยว่าจีนกำลังดำเนินนโยบายอะไรอยู่ แต่ตลาดก็ส่งสารชัดเจนไปยังจีนเหมือนกันว่า การให้ความกระจ่างและเปลี่ยนแปลงให้น้อยที่สุด คือสิ่งที่จำเป็นหลังจากนี้” ธนาคารดีบีเอส ระบุในรายงานแจ้งต่อลูกค้า
ขณะที่ ทาเคฮิโกะ นาคาโอะ ประธานธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) กล่าวว่า เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มจะยังคงเติบโตได้ดีในปีนี้ โดยคาดว่าจะมีการขยายตัวราว 6.7% แม้ว่าจีนจะเผชิญปัญหาความผันผวนในตลาดหุ้นก็ตาม ซึ่งยังนับเป็นการเติบโตที่สูงมากเมื่อเทียบกับอีกหลายประเทศทั่วโลก
การออกมาตรการย้ำความเชื่อมั่นของจีน ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ดัชนีนิกเกอิ 225 ญี่ปุ่น ยังคงปิดลบเล็กน้อย 0.4% เป็นการปิดตลาดต่ำที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 30 ก.ย. ปีที่แล้ว ส่งผลให้ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ ดัชนีร่วงลงไป 7% หรือเป็นการร่วงลงทั้งสัปดาห์มากที่สุดในรอบ 4 เดือน
สำหรับราคาน้ำมันดิบในตลาดไนเมกซ์ สหรัฐ ปรับตัวขึ้น 1.1% ไปอยู่ที่ 33.64 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ทะเลเหนือ ขยับขึ้น 1.5% ไปอยู่ที่ 34.27 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ระหว่างการซื้อขายในตลาดลอนดอนเมื่อวันที่ 8 ม.ค. เป็นการรีบาวด์ขึ้นหลังจากที่ทำราคาลงมาแตะระดับต่ำสุดในรอบ 12 ปี เมื่อวันก่อนหน้า
ด้านราคาทองคำสปอต โกลด์ ขยับขึ้น 1.3% ไปแตะระดับ 1,108.45 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ระหว่างการซื้อขายเมื่อเวลา 02.03 น. วันที่ 8 ม.ค.
สำหรับหุ้นไทยทยอยขึ้นแคบๆในช่วงเช้าก่อนทะยานไปปิด 1,244.18 จุด เพิ่มขึ้น 19.35 จุด คิดเป็น 1.58% มูลค่าการซื้อขาย 3.69 หมื่นล้านบาท โดยมีแรงซื้อจากบริษัทหลักทรัพย์ 1,358 ล้านบาท แต่ต่างชาติขายต่อ 245 ล้านบาท ขณะที่รายย่อยถือโอกาสทำกำไร 1,641 ล้านบาท
สัปดาห์ต่อไปนั้นตลาดหุ้นไทยยังคงมีความผันผวนอยู่ แนวรับคาดว่าจะอยู่ที่ 1,241 จุด แนวต้านอยู่ที่ 1,250-1,255 จุด แต่ยังคงต้องจับตาดูเรื่องประกาศข้อมูลเศรษฐกิจของจีน ราคาน้ำมันดิบ และปริมาณเงินของนักลงทุนต่างชาติ
ก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล. เอเซีย พลัส แนะนำว่า นักลงทุนไม่ควรไปมองภาพใหญ่ของดัชนีหุ้น แต่ให้เลือกเล่นหุ้นรายตัวที่มีกระแสเงินสดที่แข็งแรง ราคาถูก ปัจจุบันเป็นโอกาสของผู้ซื้อที่ควรทยอยลงทุน ไม่ใช่ลงทุนครั้งเดียวทั้งหมด โดยแนะนำกลุ่มสื่อสารที่เริ่มกลับมามีเสถียรภาพ กลุ่มธนาคารที่ใกล้จะมีเสถียรภาพแล้ว
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตลาดเงิน ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาของจีนในระยะสั้น ซึ่งผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เตรียมพร้อมในการดูแลค่าเงินไว้เรียบร้อยแล้ว และขอยืนยันว่าจะไม่เกิดสงครามค่าเงินตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์
ขณะที่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า การอ่อนค่าของเงินหยวนกระทบไปหลายประเทศ ซึ่งไทยได้มีมาตรการเตรียมพร้อมไว้แล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้







