posttoday
ธุรกิจน้ำตาลเริ่มขาขึ้น

ธุรกิจน้ำตาลเริ่มขาขึ้น

06 มกราคม 2559

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

ราคาน้ำมันที่ดิ่งลงปี 2558 เป็นตัวแปรที่ผันผวนต่อทั้งดัชนีหุ้นไทยและกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทเบา (ซอฟต์คอมมูนิตี้) ตั้งแต่ราคาน้ำตาล ราคายาง และราคาปาล์ม ที่ต่างก็พาเหรดดำดิ่งไปทั่วหน้า

เมื่อกูรูหลายแห่งมองกันว่าปีหน้าฟ้าใหม่ 2559 ราคาน้ำมันจะฟื้นตัว โดยยึดว่าปี 2558 ถือเป็นจุดต่ำสุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว เปิดตลาดวันแรกปี 2559 ราคาน้ำตาลก็พุ่งขึ้นทันทีนับเป็นสัญญาณเริ่มขาขึ้น

ทัศน์ วนากรกุล กรรมการ
ผู้จัดการ บริษัท น้ำตาลครบุรี (KBS) มองว่าปี 2559 ราคาน้ำตาลจะดีขึ้นปี 2558 น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของราคาน้ำตาลไปแล้วที่ราคาเคยลงลึกไปถึง 11 เซนต์/ปอนด์ แม้จะมองการคาดคะเนราคาน้ำตาลปี 2559 จะยาก แต่เบื้องต้นมองว่าราคาเฉลี่ยน่าจะมากกว่าของปี 2558 ที่ 14-15 เซนต์/ปอนด์ เหตุผลเบื้องต้นก็เพราะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะทำให้เกิดความต้องการน้ำตาลเพิ่มขึ้น ขณะที่ปริมาณการผลิตน้ำตาลก็มีน้อยลง ขณะที่การเพาะปลูกภายในประเทศก็มีการขยายพื้นที่ในการปลูก ซึ่งก็น่าจะมีปริมาณอ้อยเพียงพอต่อการผลิตน้ำตาล

ธาญทิฐ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ KBS กล่าวว่า KBS ไม่คาดการณ์ราคาน้ำตาลที่สูงเพราะมองว่าราคาน้ำตาลอยู่ในช่วงเริ่มทรงตัวและเป็นจุดเริ่มต้นขาขึ้น แต่จะค่อยเป็นค่อยไปเนื่องจากยังเป็นช่วงที่รอให้ปริมาณน้ำตาลและความต้องการใช้น้ำตาลปรับสมดุลระหว่างกันมากขึ้น

สำหรับการเติบโตของรายได้และกำไรของ KBS จะมาจากการเตรียมตัวมากกว่าที่จะไปมองเรื่องราคาขายตามการผันผวนของราคาน้ำตาลโลก ซึ่งเป็นปัจจัยที่บริษัทไม่สามารถควบคุมได้ แต่ปี 2558 ที่ผ่านมาบริษัทได้เพิ่มสายการผลิตแห่งที่ 3 ทำให้ขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 50% หรือวันละ 1.2 หมื่นตัน/วัน จนทำให้มีกำลังการผลิตเป็น 2.5 หมื่นตัน/วัน จากปีก่อนอยู่ที่ 2.3 หมื่นตัน/วัน อีกทั้งยังมีโครงการพัฒนาที่จะทำให้อัตราผลตอบแทนของน้ำตาลต่อหน่วยปริมาณอ้อยปรับดีขึ้น เริ่มทดสอบมาเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่ผ่านมา และจะเริ่มผลิตมีผลในเชิงพาณิชย์ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2559 เป็นต้นไป โดยปี 2559 ตั้งเป้าปริมาณหีบอ้อยได้ทั้งหมด 2.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ทำได้ 2.28 ล้านตัน

“สิ่งที่ดำเนินการยังไม่ส่งผลต่อการปรับขึ้นของอัตรากำไรสุทธิของบริษัทในช่วงเริ่มต้นแต่อย่างใด แต่กลับจะช่วยด้านคุณภาพของน้ำตาลดีขึ้นคือ ทำให้บริษัทมีผลิตภัณฑ์หรือเป็นน้ำตาลพรีเมียม ซึ่งจะช่วยในเรื่องการเพิ่มราคาขายได้ประมาณ 5-10 เหรียญสหรัฐ/ตัน” ธาญทิฐ กล่าว

สำหรับธุรกิจอื่นปี 2559 ก็จะเป็นปีที่บริษัทจะได้รับรู้กำไรจากธุรกิจไฟฟ้าที่มีอยู่ 35 เมกะวัตต์ แบบเต็มปีคือ 150 ล้านบาท ขณะที่โรงงานผลิตเอทานอลยังอยู่ในกระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อยู่ อีกทั้งเป็นปีที่บริษัทยังคงตอกย้ำแบรนด์สินค้าน้ำตาล KBS ออกมา รวมถึงการทำตามนโยบายออกแบรนด์สินค้าน้ำตาลใหม่ให้ได้ปีละ 1 ชิ้น ซึ่งอันต่อไปคือการผลิตสินค้าออกมา เพื่อเจาะผู้ใช้เป็นผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)

บริษัท น้ำตาลขอนแก่น (KSL) เพิ่งประกาศผลประกอบการประจำปี 2558 (ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2557-ต.ค. 2558) มีกำไรสุทธิ 815 ล้านบาท ลดลง 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,626 ล้านบาท ซึ่งธุรกิจแย่ทุกประเภท ทั้งธุรกิจน้ำตาล โรงไฟฟ้า เอทานอล และธุรกิจน้ำตาลต่างประเทศ

ชลัช ชินธรรมมิตร์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานจัดหาวัตถุดิบ KSL บอกชัดเจนแล้วว่า ผลประกอบการของบริษัทได้ผ่านจุดที่เลวร้ายสุดไปแล้ว และมองว่าปี 2559 จะเป็นจุดตั้งต้นของราคาน้ำตาลโลกที่เป็นช่วงขาขึ้นแล้ว แต่จะเป็นแบบค่อยๆ ขึ้น ไม่ได้ขึ้นแรง เพราะตอนนี้ปริมาณความต้องการใช้น้ำตาลอยู่ในจุดที่มากกว่าปริมาณการผลิตน้ำตาล เนื่องจากพื้นที่ในการเพาะปลูกอ้อยทั่วโลกมีปริมาณจำกัด
และลดลงส่วนหนึ่งเพราะเกิดจากเอลนินโญ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำตาลปรับขึ้นได้ เพราะอย่างไรประชากรทั่วโลกต้องมีการบริโภคน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศจีนที่มีการบริโภคน้ำตาลสูงสุด ดังนั้นก็ต้องดูว่าเศรษฐกิจจีนมีการฟื้นตัวดีขึ้นขนาดไหน

KSL ตั้งเป้ารายได้ปี 2559 จะมีการเติบโตจากปี 2558 ประมาณ 10-20% จากปัจจัยที่จะมีปริมาณการขายน้ำตาลเป็น 9 ล้านตัน จากปีก่อนที่ 8.6 ล้านตัน ขณะที่มองว่าราคาขายน้ำตาลก็น่าจะอยู่ที่ 15-17 เซนต์/ปอนด์ ซึ่งมากกว่าราคาเฉลี่ยปีนี้ที่ 14-15 เซนต์/ปอนด์ได้ และราคาก็ไม่น่าจะมีความเคลื่อนไหวผันผวนมาก อีกทั้งยังเห็นสัญญาณจากที่กองทุนที่ลงทุนซื้อขายราคาน้ำตาลล่วงหน้าตั้งราคาขาย (ชอร์ต) ในจำนวนที่ลดลงไปมาก ทำให้เห็นราคาน้ำตาลอยู่ในระดับที่ไม่ลงและไม่ขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลดีต่อตลาดโดยรวม เพราะจากนี้ไปจะเป็นเรื่องของผู้ซื้อขายน้ำตาลที่แท้จริง

วรเทพ วงศาสุทธิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยรับเบอร์ลาเท็คซ์คอร์ปอร์เรชั่น (ประเทศไทย) หรือ TRUBB กล่าวว่า ปี 2559 ราคายางก็ยังคงอิงไปกับราคาน้ำมันโลกอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันสินค้าทดแทนพวกเกษตรกรรมอย่างอื่นด้วย แต่แนวโน้มจะเป็นอย่างไรคงต้องดูจากเศรษฐกิจจีนเป็นหลักว่าจะมีการฟื้นตัวมากน้อยขนาดไหน เนื่องจากจีนเป็นประเทศที่มีการบริโภคยางรถยนต์สูงสุด รองลงมาคือสหรัฐ ทำให้ต้องติดตามดูว่าคนจีนจะบริโภคหรือนำเข้ายางรถยนต์ลดลงมากน้อยขนาดไหน จากที่หลายฝ่ายต่างคาดการณ์กันว่าปี 2559 เศรษฐกิจจีนจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างน้อยที่ 6.5%

ทั้งนี้ เชื่อว่าความต้องการใช้ยางพาราจะต้องรอการปรับสมดุลให้ดีกว่านี้ก่อน โดยมองว่าปี 2558 จะเป็นจุดต่ำสุดของราคายางที่ 40 บาท/กิโลกรัม โดยปี 2559 มองว่ามีโอกาสที่จะมากกว่า 40 บาท/กิโลกรัม แน่นอน และเชื่อว่าความต้องการใช้ยางพารากำลังปรับเข้าระดับที่สมดุล เพราะยางเป็นส่วนประกอบเบื้องต้นของสินค้าจำเป็นที่ต้องใช้ในชีวิตประจำวันในหลายอุตสาหกรรม

นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส แนะนำให้เปลี่ยนจากถือหุ้นในอุตสาหกรรมยางเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำตาลแทนจากบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) ไปลงทุนใน KSL และบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น (KTIS) แทน เนื่องจากมองจากพื้นฐานอิงต่อกลุ่มอุตสาหกรรมยางพาราที่คาดว่าราคาจะทรงตัวต่ำสอดคล้องกับทิศทางราคาน้ำมันและภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและฟื้นตัวไม่ชัดเจน อีกทั้งสต๊อกยางพาราโลกที่อยู่ระดับสูง รวมถึงราคายางพาราโลกที่ตกต่ำและทำระดับต่ำสุดในรอบ 6 ปี กดดันอัตราการทำกำไร

ขณะที่อุตสาหกรรมน้ำตาลจะได้ประโยชน์จากสถานการณ์ภัยแล้งเอลนินโญที่จะทำให้การปลูกอ้อยมีข้อจำกัด เพราะเกิดฝนตกหนักในฝั่งประเทศบราซิล ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลมากที่สุดในโลก เพราะมีพื้นที่ในการปลูกอ้อยได้ลดลง ส่วนการผลิตอ้อยในพื้นที่แถบเอเชียก็จะมีความแห้งแล้ง ซึ่งทำให้เป็นเรื่องที่ผกผันกัน แต่โดยรวมคือความต้องการบริโภคน้ำตาลน่าจะมีโอกาสเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ปริมาณการผลิตกลับลดลง ซึ่งจะส่งผลให้ราคามีการปรับขึ้นสูงได้ แต่ทั้งหมดต้องพิจารณาอีกครั้ง เนื่องจากสต๊อกน้ำตาลมีไปถึงกลางปี 2559

อย่างไรก็ดี หากดูราคาเฉลี่ยน้ำตาลตั้งแต่ต้นปี 2558 ขึ้นมาถึงระดับปัจจุบันถึง 41% ซึ่งถือว่าเป็นทิศทางที่ดีและล่าสุดวันที่ 4 ม.ค. ราคาน้ำตาลเฉลี่ยอยู่ที่ 15.06 เซนต์/ปอนด์ แต่เหตุผลที่เหลือ KSL และ KTIS เพราะถือว่ามีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมน้ำตาลที่ครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ คือผลิตน้ำตาล โรงไฟฟ้าและการผลิตเอทานอล และมองว่าเริ่มเป็นช่วงขาขึ้นของราคาน้ำตาลโลกที่ยิ่งเป็นแรงเสริมให้ราคามูลค่าที่เหมาะสม KSL ที่ 6.05 บาท และ KTIS ที่ 12.13 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน มีมุมมองในเชิงลบต่องบการเงิน KSL ไตรมาส 4 ปี 2558 ที่ขาดทุน และรอข้อมูลจากการเข้าพบบริษัทวันที่ 12-15 ม.ค. 2559 และกังวลในแนวโน้มผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าของ KSL ที่เคยเป็นธุรกิจที่ทำกำไรถึง 20-30% ของกำไรรวม อย่างไรก็ตาม KSL ในปี 2559 น่าจะได้ผลดีจากราคาน้ำตาลโลกที่ฟื้นตัว โดยปัจจุบันบริษัทขายล่วงหน้าไปแล้ว 50% ของเป้าหมายปริมาณส่งออกในปี 2559

ผลการดำเนินงาน KSL ไตรมาส 4 ปี 2558 ขาดทุนสุทธิ 273 ล้านบาท เทียบกำไรสุทธิ 213 ล้านบาท ไตรมาส 4 ปี 2557 และ 228 ล้านบาท ไตรมาส 3 ปี 2558 ต่ำกว่าคาด (กำไรสุทธิ 158 ล้านบาท) เพราะอัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่าคาดเกิดจากปริมาณขายไฟฟ้าต่ำกว่าคาด รวมทั้งอัตรากำไรขั้นต้นของน้ำตาลและไฟฟ้าต่ำกว่าคาด

ผลขาดทุนสุทธิเป็นเพราะโรงไฟฟ้าหยุดซ่อมบำรุงนานขึ้นขณะที่ปริมาณส่งออกน้ำตาลมากขึ้น ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการส่งออกมากขึ้น แต่อัตรากำไรขั้นต้นไม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากตกลงซื้อขายไปแล้วในราคาที่ต่ำ

ทั้งนี้ ส่งผลให้งบการเงินปี 2558 ของ KSL กำไรสุทธิลดลง 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเหลือเพียง 815 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะการลดลงของธุรกิจน้ำตาล ไฟฟ้า และ
เอทานอล

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน