
BMNเข้าตลท.ปี’60
“ปลิว” ส่งลูกชายคนเล็กนั่งเก้าอี้เอ็มดี BMN เตรียมพร้อมเข้าตลาดหุ้นปี 2560
“ปลิว” ส่งลูกชายคนเล็กนั่งเก้าอี้เอ็มดี BMN เตรียมพร้อมเข้าตลาดหุ้นปี 2560
นายณัฐวุฒิ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ (BMN) บริษัทลูกของบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) เปิดเผยว่า ในปี 2560 จะนำ BMN เข้าระดมทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อสร้างการเติบโตของธุรกิจ ทั้งความชัดเจนการได้สิทธิสัมปทานเดินรถส่วนต่อขยายสายสีน้ำเงิน รวมถึงการได้สิทธิเข้าบริหารพื้นที่ของรถไฟฟ้าสายสีม่วง ซึ่งสิทธิเดินรถเป็นของ BEM จะเปิดบริการในวันที่ 12 ส.ค. 2559 ซึ่งจะเห็นความชัดเจนการได้สิทธิเข้าบริหารพื้นที่ภายในปีนี้ ส่งผลให้บริษัทมีโอกาสเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างมาก และสายสีชมพูที่ BEM มีความสนใจ
“ผมเพิ่งมารับตำแหน่งเอ็มดีใหม่ปลายปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งมีนโยบายจะนำ BMN แยกเข้า ตลท. แต่ไม่ได้เร่งรีบเพราะต้องการสร้างธุรกิจให้โตก่อน” นายณัฐวุฒิ กล่าว
สำหรับรายได้ในปี 2559 ของ BMN ตั้งเป้าการเติบโตไว้ประมาณ 10% จากปี 2558 ที่มีรายได้ประมาณ 450-470 ล้านบาท โดยสื่อโฆษณาในระบบรถไฟฟ้ายังสามารถเติบโตมากกว่าอุตสาหกรรมสื่อ เพราะเป็นช่องทางที่ประชาชนจำเป็นต้องใช้ในการเดินทาง อีกทั้งบริษัทยังมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นอัตราค่าโฆษณาในบางพื้นที่ที่มีการสัญจรหนาแน่นเฉลี่ยอยู่ที่ 5-10% ต่อปี
นอกจากนี้ ในไตรมาส 3 ปี 2559 บริษัทจะมีพื้นที่ค้าปลีกเพิ่มเป็น 7 สถานี จากปัจจุบันที่มี 5 สถานี มาจากสถานีศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยและลาดพร้าว
ทั้งนี้ ธุรกิจของ BMN ดำเนินธุรกิจ 3 ประเภท คือ การให้เช่าพื้นที่โฆษณาในสถานีรถไฟฟ้า การบริหารพื้นที่เช่าร้านค้าปลีก และการให้เช่าพื้นที่ในสถานีรถไฟฟ้า เพื่อติดตั้งอุปกรณ์ส่งสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่
นางพเยาว์ มริตตนะพร กรรมการผู้จัดการ BEM กล่าวว่า อยู่ระหว่างขั้นตอนเตรียมความพร้อมนำ BMN เข้าจดทะเบียนใน ตลท. ซึ่งขณะนี้ได้แต่งตั้ง นายณัฐวุฒิ เป็นกรรมการผู้จัดการคนใหม่ เพื่อรับหน้าที่ในการดำเนินการในเรื่องนี้ ทั้งนี้จะต้องจัดโครงสร้างสื่อโฆษณาบนทางด่วนไปรวมเป็นหน่วยธุรกิจเดียวกันของ BMN
ขณะที่ BEM มีความแข็งแกร่ง ด้านการเงิน มีความสามารถในการสร้างเงินสดไม่น้อยกว่า 2,000 ล้านบาท/ปี ดังนั้นในช่วง 3 ปีข้างหน้ามีความสามารถลงทุนโดยใช้ช่องทางสินเชื่อโครงการมูลค่าโครงการรวม 2-3 หมื่นล้านบาท ด้วยอัตราหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) 3 เท่า
ด้านช่องทางการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (อินฟราสตรักเจอร์ฟันด์) เป็นช่องระดมทุนที่บริษัทสนใจแต่ปัจจุบันยังมีต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่าการกู้และการออกหุ้นกู้
“การเติบโตของรายได้บริษัทปกติจะโตเรื่อยๆ แบบขั้นบันได แต่ใน 3-5 ปีข้างหน้าเมื่อมีโครงการใหม่เสร็จเพิ่มเข้ามาจะเป็นปัจจัยช่วยให้รายได้โตแบบก้าวกระโดด” นางพเยาว์ กล่าว
นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ ประธานกรรมการบริหาร BEM กล่าวว่า พอใจกับราคาหุ้น BEM ที่เกิดจากการควบรวมระหว่างบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) กับบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) เข้าซื้อขายใน ตลท.เป็นวันแรกในวันที่ 5 ม.ค. 2559 และมั่นใจว่าผู้ถือหุ้น BEM จะได้รับเงินปันผลตั้งแต่ปีแรกจากผลการดำเนินงวดปี 2558 ด้วย
ทั้งนี้ บริษัทมีดี/อีต่ำเพียงประมาณ 1.3 เท่า สามารถลงทุนรองรับโครงการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียนที่ยังมีความจำเป็นต้องการใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานอีกจำนวนมากในอนาคต โดยปัจจุบันให้ความสนใจในประเทศเมียนมา ซึ่งจะเป็นการร่วมทุนกับพันธมิตรท้องถิ่น
นอกจากนี้ ยังมีโอกาสที่จะเห็นการลงทุนโครงการใหม่ๆ ในอนาคตอีกหลายโครงการ ทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้าที่บริษัทมีความพร้อมสนใจทั้งรถไฟฟ้าสายสีชมพู ส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีม่วง รวมถึงสายสีแดง เหลืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะเข้าช่วยส่งต่อให้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มจำนวนมากขึ้น อีกทั้งยังสนใจโครงการรถไฟทางคู่ในประเทศด้วย
สำหรับรายได้ปี 2559 ของบริษัทมีโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดดหรือเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก จากปี 2558 ที่มีรายได้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท เพราะช่วงเดือน ส.ค. 2559 จะเริ่มเปิดให้บริการเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วง อีกทั้งในเดือน ก.ค. 2559 จะเปิดให้บริการทางด่วนศรีรัช วงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันตก







