
กางภารกิจเสริมแกร่ง แข่งโลกหลังเปิดเออีซี
ชาติอาเซียน 10 ประเทศได้รวมกันเป็นประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์แบบมาแล้วตั้งแต่ วันที่ 31 ธ.ค. 2558
ชาติอาเซียน 10 ประเทศได้รวมกันเป็นประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์แบบมาแล้วตั้งแต่ วันที่ 31 ธ.ค. 2558
ตามแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี บลูพรินต์) มีมาตรการที่ประเทศสมาชิกต้องดำเนินการรวม 611 มาตรการ ในจำนวนนั้นมีมาตรการสำคัญลำดับสูง 506 มาตรการ ซึ่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2558 อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี 2551 จนถึงเดือน ต.ค. 2558 อาเซียนได้ดำเนินการมาตรการสำคัญลำดับสูงได้ 92.7% หรือ 469 มาตรการ ไทยดำเนินการได้ 95.3% หรือ 482 มาตรการ ขณะที่หากประเมินจากมาตรการทั้งหมด อาเซียนดำเนินการได้ 79.5% หรือ 486 มาตรการ ไทยดำเนินการได้ 522 มาตรการ หรือ 85.4%
โดยมีมาตรการที่ดำเนินการแล้ว อาทิ การลดภาษีเป็นศูนย์ระหว่างกัน 95.99% การยกเลิกมาตรการโควตาภาษี การรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตัวเอง การริเริ่มจัดทำระบบการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน และคลังข้อมูลการค้าอาเซียน การทยอยลดข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดด้านบริการและการลงทุน การเชื่อมโยงด้านการขนส่ง เช่น สร้างทางหลวงอาเซียน และการเชื่อมโยงด้านกฎระเบียบ เช่น การจัดทำความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านแดน การจัดทำข้อตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่เจรจา ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับฮ่องกง และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรืออาร์เซ็ป
สำหรับในอนาคต ศิรินารถ ใจมั่น อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ อธิบายว่า ทิศทางการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนในระยะ 10 ปีข้างหน้า (2559-2568) จะเป็นไปตามแผนประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2568 หรือ เออีซี บลูพรินต์ 2025 ที่เน้นเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการการรวมกลุ่มเศรษฐกิจในปัจจุบัน และการรับมือกับประเด็นความท้าทายใหม่ๆ ที่อาเซียนอาจต้องเผชิญในอนาคต ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงของภาวะเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคและระดับโลก
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาแนวโน้มทิศทางโลกและแผนงานประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2025 เห็นว่าประเด็นสำคัญที่ไทยควรเตรียมความพร้อมและเสริมสร้างความสามารถ เพื่อแข่งขันในตลาดโลก ได้แก่ การให้ความสำคัญกับภาคบริการ ซึ่งเป็นสาขาที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในอาเซียน
“ไทยอาจต้องพิจารณาดำเนินมาตรการ เช่น แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อเปิดเสรีการค้าบริการ การพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพและความเชี่ยวชาญ การอำนวยความสะดวกในการเข้ามาทำงานของคนต่างชาติ ในสาขาที่ไทยมีความต้องการพัฒนาภาคบริการ โดยเฉพาะสาขาโลจิสติกส์ การศึกษา การเงินโทรคมนาคม ก่อสร้าง และคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเป็นชาติแห่งการค้าของไทยในอนาคต ไทยคงต้องพิจารณาเปิดตลาดในสาขาดังกล่าวในภาพรวมให้มากขึ้น โดยเฉพาะการเปิดตลาดให้กับประเทศสมาชิกอาเซียน”
ขณะเดียวกัน ต้องให้ความสำคัญกับความเชื่อมโยงภายในประเทศและภูมิภาค เนื่องจากไทยอยู่ในทำเลที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค และมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งทางถนน และมีพรมแดนติดต่อประเทศที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและเป็นตลาดใหม่ ดังนั้น ไทยจึงควรพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง พัฒนาพื้นที่ด่านที่ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ และเร่งรัดการจัดทำระบบซิงเกิ้ลวินโดว์ แห่งชาติ (NSW) ให้มีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมความเชื่อมโยงทั้งในประเทศและภูมิภาค
ศิรินารถ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไทยจะต้องพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากทุกวันนี้มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศจะทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวหน้าไปได้ทันโลก และสามารถแข่งขันในโลกสมัยใหม่ได้ เช่น ขยายโครงข่ายบรอดแบนด์ให้ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ส่งเสริมและลงทุนด้านดาต้า เซ็นเตอร์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการในการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ
นอกจากนี้ จะต้องเดินหน้าปรับปรุงกฎระเบียบภายในประเทศ มีการออกกฎใหม่หรือปรับปรุงกฎระเบียบภายในประเทศที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าบริการและการลงทุนของนักลงทุน รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจการค้าการลงทุน ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา รวมถึงพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และพัฒนาให้สินค้าและบริการสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก
จะเห็นได้ว่ายังมีภารกิจสำคัญหลากหลายด้านที่ประเทศไทยจะต้องเร่งดำเนินการเพื่อยืดหยัดในเวทีโลกได้อย่างแข็งแกร่ง ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น







