
ดึงบริการรวมสินค้า ดันส่งออกปีนี้โต 5%
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
ปี 2558 ถือเป็นปีที่การส่งออกไทยตกต่ำที่สุด โดยขยายตัวติดลบประมาณ 5.5% และเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 รวมมูลค่าการส่งออกทั้งหมดประมาณ 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ยิ่งเมื่อพิจารณาข้อมูลที่ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ วิเคราะห์มูลค่าการส่งออกรายสินค้า ช่วงเดือน ม.ค.-พ.ย. 2558 พบว่าติดลบแทบทุกตัว ประกอบด้วย ข้าว ลบ 14.1% ยางพารา ลบ 15.2% น้ำตาล ลบ 2% อาหารทะเลแปรรูป ลบ 13.5% เคมีภัณฑ์และพลาสติก ลบ 17.3% เครื่องใช้ไฟฟ้า ลบ 4.6% คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ลบ 3.4% มีเพียงแผงวงจรไฟฟ้าและสินค้ารถยนต์และส่วนประกอบที่ขยายตัว 4.1% และ 4.7% ตามลำดับ
นอกจากนี้ หากพิจารณาจากตลาดหลักๆ พบว่ามีเพียงซีแอลเอ็มวีที่ส่งออกขยายตัว 7.8% และตลาดสหรัฐขยายตัว 1.4% แต่ตลาดยุโรป ลบ 6.6% ญี่ปุ่น ลบ 7.5% จีน ลบ 5% และอาเซียน ลบ 15.1%
ผลที่ตามมาเมื่อหัวรถจักรใหญ่ด้านรายได้การส่งออกที่ลดลงทำให้เศรษฐกิจไทยซบเซาอย่างมาก มีแนวโน้มว่าจะโตต่ำกว่า 3%
การประชุมคณะกรรมการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ นัดแรกเมื่อปลายปี 2558 จึงเป็นการปฏิวัติการทำงานด้านการส่งออก โดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ทุบโต๊ะในที่ประชุมว่า การส่งออกในปี 2559 จะต้องขยายตัวในระดับ 5% เท่านั้น จากเดิมที่กระทรวงพาณิชย์จัดทำเป้ามาขยายตัว 2.5% เนื่องจากต้องการท้าทายการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ ท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบางและราคาน้ำมันยังมีแนวโน้มลดต่ำ
มาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า ตัวเลข 5% ถือว่าเป็นเป้าท้าทายแต่มั่นใจว่าจะได้แน่ถ้านำตัวเลขด้านการบริการมาบวกด้วย
“ถ้าตัดบริการออกก็ไม่ถึง 5% เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดี จะพิจารณาตัวสินค้าอย่างเดียวไม่ได้ ในเมื่อทำยุทธศาสตร์ว่าจะเปลี่ยนจากสินค้ามาเป็นบริการ แล้วทำไมไม่รวมมูลค่าบริการเข้าไปด้วย” อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าว
มาลี กล่าวอีกว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมตัวเลขบริการ โดยจะหารือกับผู้ประกอบการรายใหญ่ในกลุ่มเซอร์วิส แล้วนำตัวเลขมาวิเคราะห์ว่าสัดส่วนสินค้าและบริการที่นำมารวมในตัวเลขการส่งออกจะเป็นเท่าไหร่ เช่น โรงพยาบาลมี
รายได้จากต่างประเทศเท่าใด กลุ่มเอนเตอร์เทนเมนต์เท่าใด เบื้องต้นเน้นบริการ 6 คลัสเตอร์ที่รัฐบาลต้องการผลักดัน เช่น กลุ่มการศึกษา เอนเตอร์เทนเมนต์ การรักษาพยาบาลและสุขภาพ เป็นต้น
“กลุ่มที่จะผลักให้ตัวเลขสูงขึ้นมาก คือพวกเอนเตอร์เทนเมนต์ ดิจิทัลคอนเทนต์ และสุขภาพ รวมทั้งเครื่องมือการแพทย์และบริการรับคนมารักษาที่เมืองไทย ส่วนสปา ผลิตภัณฑ์สปาก็มีศักยภาพดีมาก รวมทั้งเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์สปาทั้งหลายด้วย” มาลี ระบุ
ขณะเดียวกัน ในส่วนของการผลักดันการส่งออกตัวสินค้านั้น กลุ่มที่คาดว่าจะมีแนวโน้มเติบโตในระดับสูงในปี 2559 คือกลุ่มอัญมณี ล่าสุดกระทรวงการคลังได้สนับสนุนการยกเลิกแวต 7% สำหรับพลอยก้อนและวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต เช่น พลอยคัด ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและการผลิตในอัญมณีของโลก รวมทั้งเครื่องเงินก็มีการยกเลิกภาษีนำเข้าเงินขดม้วนหรือเงินที่นำมาทำเป็นเครื่องประดับ ซึ่งเชื่อว่าในกลุ่มเครื่องเงินจะส่งออกได้ดีในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจโลกไม่ดี
นอกจากนี้ ในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีสัดส่วนต่อการส่งออกสินค้าไทยภาพรวมเกือบ 40% และเป็นการลงทุนจากต่างประเทศ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้พบปะกับซีอีโอของบริษัทรายใหญ่ในกลุ่มนี้ และได้รับการยืนยันว่าจะไม่ย้ายฐานการลงทุนจากไทยไปไหน อีกทั้งจะนำการลงทุนใหม่ๆ เข้ามา พร้อมรับปากที่จะคุยกับบริษัทแม่ในการนำการลงทุนวิจัยใหม่ๆ เข้ามาในไทย ส่วนไทยก็พร้อมจะสนับสนุนในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือทุกด้าน
อย่างไรก็ตาม กลุ่มสินค้าดาวร่วง มองว่าสินค้าเกษตรยังคงติดลบ เพราะแนวโน้มราคาในปี 2559 ยังลดลง รวมถึงสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน เนื่องจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลง
“จะเห็นได้ว่าการส่งออกในกลุ่มสินค้ายังมีความเสี่ยงสูงมากทั้งราคาน้ำมันดิบและเศรษฐกิจโลก ดังนั้นจึงต้องข้ามจากสินค้าไปสู่บริการ” มาลี กล่าว
ส่วนกลุ่มประมง สิ่งทอ ที่ยังมีปัญหาในเรื่องถูกกล่าวหาว่าใช้แรงงานทาส ได้มีแผนรองรับไว้แล้ว โดยจะเป็นความร่วมมือจากระหว่างภาครัฐและเอกชนที่จะบูรณาการทั้งกฎหมายและการดำเนินการของภาคเอกชนในการไม่ใช้วัตถุดิบที่ผลิตจากแรงงานผิดกฎหมาย เชื่อว่าน่าจะทำให้ภาพลักษณ์ของไทยดีขึ้น
“เรื่องประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) ที่สหภาพยุโรปให้ใบเหลืองกับไทย ก็กำลังแก้ไขปัญหาอยู่ แต่กลุ่มนี้ตั้งเป้าไม่เยอะแล้ว เพราะคิดว่าคงแก้ไขปัญหาไม่ได้ง่ายๆ แต่ก็มีข่าวดีในแง่ความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นในสินค้าประมง เกษตร ขณะที่ผลผลิตลดลง ซึ่งต่างประเทศยังต้องพึ่งพาไทยในแง่การนำเข้า เพราะไทยเป็นแหล่งนำเข้าที่สำคัญ” อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าว
ขณะที่แผนด้านตลาดส่งออก จะมีการปรับแผนให้สอดคล้องกับเป้าตัวเลขส่งออก โดยเน้นกลุ่มซีแอลเอ็มวีให้เติบโต 13% จะนำแผนและกิจกรรมต่างๆ เข้าไปใส่ในตลาดซีแอลเอ็มวีมากขึ้น รวมทั้งการเจาะตลาดเมืองรอง (ซิตี้ โฟกัส) จากเดิมที่เน้นทำผ่านเมืองหลวง ขณะที่ตลาดหลักอย่างสหรัฐ อียู และญี่ปุ่น จะเน้นเจาะกลุ่มเฉพาะเจาะจง เช่น การเจาะกลุ่มตลาดเพศทางเลือกที่มีรายได้ค่อนข้างสูง หรือเจาะกลุ่มเรือนจำและเรือสำราญ พวกนี้เป็นตลาดใหญ่ในสหรัฐ ส่วนอียูและญี่ปุ่น จะเน้นกลุ่มผู้สูงอายุ และกลุ่มคนรักสัตว์เลี้ยง
“ต่อไปการกำหนดรูปแบบการเจาะตลาดจะใช้กลุ่มนำแล้วนำสินค้าไปขาย ไม่ใช่กำหนดว่าสินค้ามีอะไรบ้างแล้วนำไปขาย” มาลี กล่าว
มาลี ย้ำว่า จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้การทำงานออกมาดีที่สุด แต่ถ้าตัวเลขไม่ได้ตามเป้า ก็ต้องมีเหตุผลชี้แจงได้ เพราะทุกคนก็เห็นอยู่ว่า เกิดอะไรขึ้นในโลกนี้
เรียกว่า ถ้าพลาดเป้าก็ต้องเข้าใจกันหน่อย...







