
ครม.สั่งเดินหน้า 3จีเอกชนพร้อมลุย
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาข่าวร้อนแรงที่สุดคือ กรณีที่ ครม.เศรษฐกิจได้มีมติยกเลิกสัญญามือถือ 2จี และให้ กทช.เตรียมการประมูลออกใบอนุญาตระบบโทรคมนาคมยุคที่ 3 หรือที่เรียกว่า 3จี ภายใต้กฎหมายใหม่และเงื่อนไขการประมูลที่ กทช.ประกาศ และเห็นชอบแนวทางการยุติสัญญาร่วมการงานเดิมระบบ 2จี โดยให้ดำเนินธุรกิจภายใต้ใบอนุญาตจาก กทช. และ กสทช. โดยให้มีอายุและค่าธรรมเนียมที่เท่าเทียมกัน โดยให้มีคณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และกระทรวงการคลัง ศึกษาหาแนวทางในการขับเคลื่อนในเรื่อง 2จี ให้เป็นไปตามที่ ครม.มีมติ
นโยบายดังกล่าวภาคเอกชนในวงการสื่อสารให้ความสนใจอย่างมากในการร่วมประมูล 3จี โดยค่ายทรู คอร์ปอเรชั่น นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร มีความเห็นว่าสนใจประมูล 3จี เนื่องจากกรณีระบบ 2จี ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องใบอนุญาต ในขณะที่นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ระบุว่า จะเดินหน้าในธุรกิจ 3จี เนื่องจากมีอนาคตพัฒนาไปสู่ระบบ 4จี ในขณะที่ระบบ 2จี อนาคตธุรกิจจะลดลงและต้นทุนสูงขึ้น
ยอดส่งออกพุ่ง 46% ฉีกสถิติ
กระทรวงพาณิชย์แถลงยอดการส่งออกสินค้าไทยเดือน มิ.ย. ทำสถิติสูงเป็นประวัติการณ์ 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 46.3% เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย. ปีก่อน ในขณะที่ยอดนำเข้ามูลค่า 1.75 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลไทยเกินดุลเดือน มิ.ย. 2,300 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยการส่งออกในช่วง 6 เดือน (ม.ค.มิ.ย. 2553) มูลค่าการส่งออก 9.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 36.6% ของช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ในขณะที่การนำเข้าใน 6 เดือน 8.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลไทยเกินดุลการค้าประมาณ 6,300 ล้านเหรียญสหรัฐ การขยายตัวดังกล่าวเป็นผลมาจากการส่งออกขยายตัวเกือบทุกสินค้าตามเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะมีการปรับเป้าส่งออกปี 2553 ใหม่จากเดิมคาดว่าจะขยายตัว 14% มูลค่า 1.73 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มเป็นขยายตัวที่ 19% มูลค่า 1.83 แสนล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าโอกาสไทยจะได้ดุลการค้าเกิน 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับสินค้าที่มีการนำเข้าเพิ่มในเดือน มิ.ย. ได้แก่ เชื้อเพลิง อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่ายอดการส่งออกดังกล่าวมาจากการที่เงินบาทมีเสถียรภาพอยู่ในระดับที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค
เอกชนปรับเป้าเพิ่มผลิตรถยนต์
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เตรียมปรับการผลิตรถยนต์ปี 2553 เป็น 1.56 ล้านคัน ซึ่งสูงสุดตั้งแต่ไทยผลิตรถยนต์ปี 2504 โดยการผลิตทั้งหมดแบ่งเป็น 1.ผลิตรถยนต์เพื่อจำหน่ายในประเทศ 6.7 แสนคัน เพิ่มจากปี 2552 จำนวน 2.23 แสนคัน 2.การผลิตเพื่อการส่งออก 8.9 แสนคัน เพิ่มจากปี 2552 จำนวน 3.38 แสนคัน ซึ่งเป็นยอดสูงที่สุดเท่าที่เคยผลิตมา ขณะที่การผลิตรถจักรยานยนต์ ในปี 2553 ผลิตทั้งหมด 1.9 ล้านคัน จำหน่ายในประเทศ 1.7 ล้านคัน และส่งออก 1.4 ล้านคัน เป็นผลจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวและรถยนต์นั่งขนาดเล็กได้รับความนิยม สำหรับยอดส่งออก 6 เดือนที่ผ่านมา รถยนต์สำเร็จรูป ส่งออก 4.18 แสนคัน มูลค่า 1.95 แสนล้านบาท







