
8 คาถา ฝ่าด่านหิน
สำหรับผู้ประกอบธุรกิจทั้งใหญ่และเล็ก ต่างต้องเตรียมวางแผนรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจทั้งสิ้น
สำหรับผู้ประกอบธุรกิจทั้งใหญ่และเล็ก ต่างต้องเตรียมวางแผนรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจทั้งสิ้น
ไม่มีสูตรสำเร็จสำหรับการปรับตัวให้รอดท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ ขนาด และต้นทุนการเงิน ของแต่ละธุรกิจ แต่ละผู้ประกอบการที่มีไม่เหมือนกัน
แหล่งข่าวจากสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ผู้บริหารฝ่ายสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง นอกจากจะเป็นเจ้าหนี้แล้วยังต้องเป็นพี่เลี้ยงให้กับผู้ประกอบการอีกด้วย เพื่อที่จะให้ลูกหนี้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ให้มีกระแสเงินสดไหลเข้าออก เงินไม่ขาดมือ หากลูกหนี้เงินฝืดก็จะไม่สามารถชำระหนี้ให้ได้ สุดท้ายก็จะกลายเป็นหนี้เสีย เป็นภาระของธนาคารที่จะต้องนำเงินกำไรมาสำรองหนี้เพิ่ม
แหล่งข่าวจากไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส ระบุว่า การปรับตัวรับวิกฤตเศรษฐกิจของธุรกิจ โดยหลักจะจัดการในหลายด้านพร้อมๆ กัน คือ
1.วางแผนการเงินและบริหารเงินให้ดี ควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งด้านคน การผลิต และด้านการตลาด ให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับรายได้ที่เข้ามา จัดลำดับความสำคัญของรายจ่าย เรื่องใดสำคัญจ่ายก็ต้องจ่ายไปก่อน โดยเฉพาะหนี้ การลดหนี้ก็เท่ากับลดภาระที่จะจ่ายดอกเบี้ยลง
หากเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศ ต้องติดตามดูการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนให้ดี มีการซื้อป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ไม่ให้พอร์ตของบริษัทได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น การประหยัดพลังงาน การลดการใช้กระดาษ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ล้วนเป็นการลดต้นทุนที่อาจจะมองไม่เห็นเป็นตัวเงินมากนัก แต่ในที่สุดแล้วเมื่อถึงสิ้นปี คุณอาจจะนึกไม่ถึงว่าสามารถลดค่าใช้จ่ายทางด้านแบ็กออฟฟิศได้มากพอตัว
ไม่ลงทุนในเรื่องที่สามารถรอได้ เช่น การต่อเติมอาคารสำนักงาน การปรับปรุงอาคารสถานที่ ตกแต่งใหม่ เป็นต้น เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถรอไปลงทุนในช่วงที่บริษัทมีฐานะการเงินดี กำไรเยอะได้ เป็นต้น
2.จะต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วตามสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการทำธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ธุรกิจต้องปรับตัวแบบไดนามิก คือพร้อมที่จะปรับแผนตลอดเวลา การค้าขายต้องติดตามผลเป็นรายสัปดาห์ โดยจะไม่รอให้ถึง 3-6 เดือน จึงค่อยปรับ เพราะอาจจะไม่ทันการณ์แล้ว
3.วางแผนการตลาดและใช้งบประมาณให้เหมาะสม ตั้งเป้าหมายยอดขายในอัตราเติบโตที่ไม่สูงมากนัก ไม่อัดสินค้าใหม่เข้าตลาดมากเกินไป เปลี่ยนสินค้าใหม่ทุกเดือนหรือทุกไตรมาส เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ
จากลูกค้า เป็นต้น จัดกิจกรรมตลาดให้มีประสิทธิภาพและวัดผลได้ว่าตรงตามเป้าหมายและเหมาะสมหรือไม่ หากไม่เหมาะสมต้องปรับเปลี่ยนทันที
นอกจากนี้ ยังต้องทำการตลาดแบบถึงตัวลูกค้า เช่น การให้ฝ่ายขายเดินออกไปหาลูกค้า เพื่ออธิบายความคุ้มค่าของสินค้าและบริการที่มีจูงใจให้ลูกค้าเข้ามาใช้บริการมากขึ้น
4.ใช้กลยุทธ์การร่วมกับพันธมิตรคู่ค้าเพื่อให้แต่ละกิจกรรมมีความแรง และยังเป็นการช่วยกันขยายฐานลูกค้าซึ่งกันและกัน
5.บริหารสต๊อกสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ชัดเจนว่าจะดีขึ้นอย่างแท้จริง การสต๊อกสินค้าให้เหมาะสมกับยอดจำหน่ายก็น่าจะเหมาะสม ยิ่งมีสต๊อกสินค้ามากเท่าไหร่ หมายถึงการแบกภาระต้นทุนไว้มากขึ้นเท่านั้น หากไม่สามารถระบายสต๊อกสินค้าได้ทัน
อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการบางรายจำเป็นที่จะต้องผลิตสินค้าต่อเนื่องแม้จะมีสต๊อกสินค้ามากก็ตาม เนื่องจากต้องพยายามสร้างกิจกรรมทางการผลิตให้มีต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นจะมีผลต่อหนี้และฐานะของบริษัท ก็ควรจะต้องพิจารณาวางแผนการผลิตอย่างระมัดระวัง
6.หาตลาดใหม่ทดแทนตลาดเก่า หากตลาดที่เราวางสินค้าจำหน่ายเริ่มไม่ได้รับความนิยม ก็จะต้องขยายตลาดเพิ่มไปยังตลาดใหม่ที่ยังไม่เคยขาย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการผลิตเพื่อส่งออก หากตลาดในประเทศนี้อิ่มตัวหรือชะลอลงก็ต้องหาตลาดในประเทศอื่นทดแทน
หรือหากเป็นผู้ประกอบการรายย่อย การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มช่องทางจำหน่ายก็เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายในปัจจุบัน เช่น หันมาขายตรงให้ผู้บริโภคผ่านทางอี-คอมเมิร์ซ ซึ่งสามารถขายทางเว็บไซต์ หรือใช้โซเชียล
มีเดียเป็นช่องทางจำหน่ายสินค้า ทำให้มีคนเห็นสินค้ามากขึ้น
ตัวอย่างของผู้ประกอบการร้านอาหาร อาศัยไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของคนในยุคปัจจุบัน จากที่ขายทางหน้าร้านก็อาจจะหันมาขายเดลิเวอรี่ ส่งอาหารตรงให้ลูกค้า เป็นต้น
7.ปรับปรุงรูปแบบของสินค้าและบริการให้หลากหลายและน่าสนใจมากขึ้น เช่น การปรับปรุงหีบห่อและบรรจุภัณฑ์ของสินค้าให้ดูทันสมัย สวยงาม ด้วยการนำเอานวัตกรรมการออกแบบเข้ามาช่วย กระตุ้นให้เกิดความน่าสนใจจากผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้โอกาสที่จะได้ขายสินค้ามีมากขึ้นด้วย
ส่วนตัวสินค้าเอง บางสินค้าจะต้องเปลี่ยนรูปแบบให้ดูดียิ่งขึ้นกว่าจะผลิตในรูปแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจจะทำให้ได้ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ เพิ่มขึ้น
8.พัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เป็นที่น่าแปลกใจว่าเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี สิ่งแรกที่จะถูกตัดก่อนคืองบการอบรมพัฒนาบุคลากร ทั้งที่เป็นเรื่องจำเป็น สภาพการทำธุรกิจสมัยใหม่ การเทรนนิ่ง ให้ความรู้เพื่อพัฒนาทักษะและการทำงานให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น สามารถที่จะมีความรู้ความสามารถที่จะรองรับนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไปของบริษัทได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานด้วย
แหล่งข่าวจากไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส ร ระบุว่า นี่เป็นเพียงตัวอย่างของการปรับตัวรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจเท่านั้น ผู้ประกอบการแต่ละรายจะประยุกต์วิธีการไปใช้แตกต่างกัน ตามความจำเป็นและปัญหาที่เจอต่างๆ กันไป
“ใครปรับตัวได้เร็ว และควบคุมค่าใช้จ่ายทางธุรกิจได้ดี มีโอกาสที่จะอยู่รอด เจ้าของธุรกิจก็ไม่เหนื่อย ใครปรับตัวช้าโอกาสที่จะล้มหายตายจากไปก็มีมาก ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเอสเอ็มอี ที่ทั้งทุนน้อยและมักจะทำธุรกิจแบบเดิมๆ แต่ก็มีเอสเอ็มอีที่จิ๋วแต่แจ๋วมากมายที่อยู่รอดอย่างสบายเช่นกัน” แหล่งข่าวเปิดเผย







