
ปีลิงไม่แย่กว่าปีแพะ
ในปี 2559 แม้อาจจะเป็นปีที่ยากลำบากอีกปีหนึ่งก็ตาม แต่หากพิจารณาปัจจัยรอบด้านเชื่อว่าไม่น่าจะแย่ไปกว่าปี 2558
โดย...บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส
ในปี 2559 แม้อาจจะเป็นปีที่ยากลำบากอีกปีหนึ่งก็ตาม แต่หากพิจารณาปัจจัยรอบด้านเชื่อว่าไม่น่าจะแย่ไปกว่าปี 2558 เนื่องมาจาก
ประการแรก เศรษฐกิจในปี 2558 รัฐบาลได้เดินหน้ากระตุ้นไปทุกกลุ่ม มากบ้าง น้อยบ้าง ดังที่ทราบๆ กัน โดยบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ประเมินว่าปี 2559 อัตราเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) น่าจะเติบโตได้ 3.8% เทียบกับปี 2558 ที่เติบโตราว 2.7% โดยประเมินว่างวดไตรมาส 4 ปี 2558 จะเติบโต 2.3%
ประการที่สอง กำไรตลาดหรือกำไรต่อหุ้น ซึ่งประเมินไว้ที่หุ้นละ 94.5 บาท เทียบกับปี 2558 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 75.4 บาท เติบโต 25.19% แต่เนื่องจากปี 2558 มีรายการพิเศษ เช่น ขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน และขาดทุนจากค่าเงิน ซึ่งเกิดขึ้นมากในงวดไตรมาส 3 ปี 2558 (แต่หากตัดรายการเหล่านี้ออก กำไรปกติต่อหุ้นในปี 2558 จะอยู่ที่ 93 บาท ทำให้กำไรต่อหุ้นปี 2559 จะเติบโตเพียง 1.7% เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ไทยยังคงมีกำไรต่อหุ้นที่นำกลุ่มอยู่ โดยในกลุ่ม TIP ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยในสองประเทศหลังพบว่าอัตราเติบโตกำไรต่อหุ้นปี 2559 จะอยู่ที่ 15% และ 13.5%
ประการที่สาม สัดส่วนราคาต่อกำไรที่คาดหวัง ปี 2559 ของตลาดหุ้นไทยจะอยู่ที่ 13.5 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำกว่าตลาดประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค อาทิ ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ จีน 13.9 เท่า อินเดีย 14.9 เท่า มาเลเซีย 15.3 เท่า อินโดนีเซีย 15.4 เท่า และฟิลิปปินส์แพงสุด 16.8 เท่า
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงของตลาดหุ้นไทยในปี 2559ยังขึ้นอยู่กับ 2-3 ประเด็นก็คือ การขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ราคาน้ำมันได้ผ่านจุดต่ำสุดที่ระดับ 31 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล (ราคาน้ำมันดิบดูไบ) ตามสมมติฐานแล้วหรือไม่ เพราะในปี 2559 ทางนักวิเคราะห์ได้กำหนดสมมติฐานน้ำมันไว้ที่ 45 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และสุดท้าย ประเด็นทางการเมือง ในปี 2559 หัวใจสำคัญอยู่ที่การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ







