
ลูกค้าเงินขาดมือ!!! เบี้ยประกันรถเบาๆมาแรง
แม้ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จะคาดการณ์ว่า ในปี 2559 นี้ ธุรกิจประกันวินาศภัยทั้งระบบยังคงเติบโตได้ประมาณ 2% หรือมีเบี้ยประมาณ 215,155 ล้านบาท แต่ก็ถือว่าเป็นตัวเลขเติบโตที่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา และคงเป็นอีกปีหนึ่งที่ธุรกิจประกันวินาศภัยยังต้องแข่งขันรุนแรงต่อไป เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดของแต่ละบริษัทเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
แม้ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จะคาดการณ์ว่า ในปี 2559 นี้ ธุรกิจประกันวินาศภัยทั้งระบบยังคงเติบโตได้ประมาณ 2% หรือมีเบี้ยประมาณ 215,155 ล้านบาท แต่ก็ถือว่าเป็นตัวเลขเติบโตที่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับช่วงหลายปีที่ผ่านมา และคงเป็นอีกปีหนึ่งที่ธุรกิจประกันวินาศภัยยังต้องแข่งขันรุนแรงต่อไป เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดของแต่ละบริษัทเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
โดยเฉพาะเบี้ยประกันภัยรถยนต์ที่ยังคงมีสัดส่วนหลักถึง 60% ของเบี้ยประกันวินาศภัยทั้งระบบ ซึ่งทางภาคอุตสาหกรรมรถยนต์เองก็คาดกันว่าปีนี้น่าจะมียอดขายรถยนต์ใหม่เพียง 7.5 แสนคันเท่านั้น ไม่ได้เติบโตอะไรเมื่อเทียบกับปี 2558 ที่คาดว่ายอดขายรถยนต์ใหม่จะปิดตัวเลขได้ใกล้เคียง 7.5 แสนคันเช่นกัน
ดังนั้น จึงทำให้บริษัทประกันแต่ละแห่งต้องงัดกลยุทธ์ และพุ่งเป้าไปยังสินค้าประกันรถยนต์ประเภทอื่นมากขึ้น เพื่อชดเชยกับเบี้ยประกันชั้น 1 ของรถป้ายแดงที่หดตัวลง ซึ่งการจะหวังพึ่งแต่เฉพาะเบี้ยรถป้ายแดงเป็นหลักเพียงอย่างเดียวคงอยู่ลำบาก แม้ว่าราคาเบี้ยรถชั้น 1 จะสูงกว่าเบี้ยประเภทอื่นก็ตาม แต่ในทางกลับกันอัตราค่าสินไหมต่อเบี้ยประกันภัยชั้น 1 ก็สูงตามไปด้วย
อภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพประกันภัย กล่าวว่า เชื่อว่าปีนี้ตลาดประกันรถยนต์ยังคงแข่งขันรุนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะประกันภัยชั้น 2+ และ 3+ เนื่องจากยอดขายรถใหม่ยังเติบโตไม่มากเมื่อเทียบกับตลาดรถเก่าที่มีอยู่
ขณะเดียวกัน จากภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงอยู่ บวกกับลูกค้าส่วนใหญ่ยังได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทำให้รายได้ลดลงอีก ตัวลูกค้าเองจึงต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง จึงเลือกทำประกันในราคาที่ตัวเองรับไหวเท่านั้น
เนื่องจากค่าเบี้ยรถยนต์ชั้น 1 กับชั้น 2+ และ 3+ จะต่างกันมาก เช่น ของกรุงเทพประกันภัยเบี้ยรถยนต์ชั้น 1 จะอยู่ที่ 1.7 หมื่นบาท แต่ถ้าเป็นชั้น 2+ หรือ 3+ ค่าเบี้ยอยู่ประมาณ 7,500-8,000 บาท ซึ่งความคุ้มครองที่ได้ใกล้เคียงกับประกันชั้น 1 จึงคาดว่าทุกบริษัทประกันก็คงต้องหันมาเล่นตลาดนี้มากขึ้น ในเมื่อลูกค้ามีความต้องการสูง สอดคล้องกับกระเป๋าเงินลูกค้า และมีกำไร
อย่างไรก็ตาม กรุงเทพประกันภัยก็ยังไม่ทิ้งเบี้ยรถยนต์ชั้น 1 แต่ก็ต้องปรับให้เข้ากับสถานการณ์ ด้วยการผลักดันเบี้ยรถยนต์ชั้น 1 ประเภทราคาเดียว ที่มีทุนประกันที่แน่นอน ให้มีสัดส่วนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการกำหนดให้มีทุนประกันที่แน่นอนจะทำให้ค่าเบี้ยลดลงมาได้มากกว่าประกันภัยรถชั้น 1 ปกติ โดยช่วงแรกจะเจาะไปยังกลุ่มรถยนต์อเนกประสงค์หรือเอสยูวีให้มีรุ่นและยี่ห้อรถมากขึ้น จากเดิมมี 10 ยี่ห้อ 12 รุ่น เพิ่มเป็น 13 ยี่ห้อ 15-16 รุ่น ซึ่งที่ผ่านมาแบบประกันดังกล่าวก็มีผลประกอบการที่พอใช้ได้และได้ยังการตอบรับจากตลาด เน้นขายผ่านทั้งตัวแทน และช่องทางธนาคาร
ด้าน อานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย กล่าวว่า สำหรับตลาดประกันภัยรถยนต์นั้น เชื่อว่าทุกบริษัทจะลงมาแข่งขันกันในตลาดที่มีกำไรเป็นหลัก โดยเฉพาะชั้น 2+ และ 3+ ที่ยังมี
กำไรอยู่ มีอัตราค่าสินไหมต่อเบี้ยประกันภัยต่ำอยู่ที่ 40% ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมาก็เริ่มเห็นแนวโน้มแข่งขันกันมากขึ้น
แต่สิ่งที่น่ากังวล คือ การแข่งขันแย่งลูกค้าด้วยการตัดราคาเบี้ยประกัน และเพิ่มค่านายหน้าให้กับคนขาย ซึ่งจะส่งผลให้กำไรลดลงได้ และยังมีในส่วนของการประกันภัยตาม พ.ร.บ. ที่ขณะนี้มีหลายบริษัทกลับมาแข่งขันกันรุนแรงมากขึ้น
ทั้งนี้ แม้ว่าในส่วนของประกันภัยรถยนต์จะยังคงเป็นตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรงมากที่สุดในตลาด แต่ก็คงไม่ใช่ประกันรถชั้น 1 เนื่องจากไม่มีกำไร ขณะที่อัตราค่าสินไหมต่อเบี้ยประกันภัยยังคงสูงอยู่ โดยวัดจากรถยนต์ยอดนิยมของตลาด 50 รุ่นที่มีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ขนาดเล็ก รถยนต์อีโคคาร์ มีสินไหมทดแทนเกิน 70% ทำให้อยู่ในภาวะขาดทุน
ขณะที่รถยนต์ยุโรปที่ราคาแพง จากเดิมที่เคยเป็นรถยนต์ที่มีกำไรมาตลอด แต่พอช่วงหลังๆ ค่ายรถยนต์เริ่มออกรถรุ่นใหม่ที่มีขนาดเล็กลงมากขึ้น เจาะกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นหรือกลุ่มที่เพิ่งเริ่มทำงานใหม่ๆ จึงทำให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราค่าสินไหมต่อเบี้ยประกันในรถกลุ่มนี้เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย จนประสบภาวะเริ่มขาดทุนเช่นกัน
เงินในกระเป๋าลูกค้าจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดทิศทางของตลาดประกันรถยนต์ปีนี้ได้เป็นอย่างดี หลังจากนี้คงต้องขึ้นอยู่กับว่า ใครจะมีสินค้าออกมาสนองตอบได้ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากน้อยแค่ไหน







