
ต้นปีลุ้นเกิด January Effect
โดย...บล.กรุงศรี
โดย...บล.กรุงศรี
แนวโน้มตลาดหุ้นเดือน ม.ค. 2559 คาดดัชนีหุ้นเคลื่อนไหวไซต์เวย์ในกรอบ 1,275-1,320 จุด คาดหวังเกิด January Effect ในช่วงต้นเดือน โดยมีมุมมองเป็นกลางถึงบวกต่อทิศทางการลงทุน
ทั้งนี้ ดัชนีจะเคลื่อนไหวผันผวนและอยู่ในกรอบจำกัด เนื่องจากตลาดหุ้นไทยยังขาดกลุ่มนำตลาดโดยเฉพาะกลุ่มพลังงานยังถูกดันจากราคาน้ำมันดิบที่ยังอยู่ในระดับต่ำ กลุ่มสื่อสารตลาดยังไม่มั่นใจต่อทิศทางของอุตสาหกรรมหลังมีผู้เล่นไหม่เข้ามาแข่งขันเพิ่ม
ขณะที่กลุ่มธนาคารจะเข้าสู่ช่วงของการทบทวนผลประกอบการงบไตรมาส 4 ซึ่งจะทยอยประกาศตัวเลขในช่วงปลายเดือน ม.ค. โดยตลาดส่วนใหญ่คาดว่าผลประกอบการจะยังชะลอตัวจากแนวโน้มสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ที่ยังเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่มีตัวเลขติดลบมากขึ้น กดดันภาพรวมการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารและตลาดรวมในช่วงปลายเดือนของเดือน ม.ค.
ที่ผ่านมา January Effect ปรากฏการณ์ที่ตลาดหุ้นมักจะให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นในเดือน ม.ค.เป็นหนึ่งในความหวังที่จะผลักดันให้ดัชนีปรับตัวสูงขึ้น แม้การศึกษาข้อมูลในอดีตจะไม่สามารถสรุปได้ว่าทุกปีจะมี January Effect เกิดขึ้นหรือไม่
จากการศึกษาข้อมูลย้อนหลัง 15 ปี จนถึงปี 2558 พบว่าในช่วงเดือน ม.ค. ให้ผลตอบแทนเป็นบวกเพียง 8 ปี หรือคิดเป็น 53% แต่ในช่วง 4 ปีหลังสุดการลงทุนในเดือน ม.ค. ให้ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 3 ปี และจากการศึกษาเพิ่มเติมพบว่าการลงทุนในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน ม.ค. จะให้ผลตอบแทนเป็นบวกถึง 12 ปี และมีเพียง 3 ปีเท่านั้นที่ให้ผลตอบแทนเป็นลบ
สรุปได้ว่าการลงทุนในสัปดาห์แรกของเดือน ม.ค. มีโอกาสถึง 80% ที่ผลตอบแทนจะเป็นบวก ประกอบกับดัชนีที่ร่วงแรงไปแล้วถึง 5.6% ในเดือน ธ.ค. 2558 ที่ผ่านมา ทำให้มีโอกาสมากขึ้นที่นักลงทุนจะเข้ามาซื้อหุ้น และเกิด January Effect ได้ในเดือน ม.ค.นี้
บล.กรุงศรี คาดแรงกดดันของกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือ LTF ที่ถือครบ 5 ปีจะขายเพื่อไถ่ถอนเงินคืนจะมีไม่มาก ผู้ถือหน่วยลงทุนของกองทุน LTF ที่สามารถขายและไถ่ถอนได้ในปี 2559 คือนักลงทุนที่เข้าซื้อกองทุน LTF ตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงปี 2555 ซึ่งมีมูลค่าเงินลงทุนสะสมประมาณ 1.9 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตาม คาดว่าแรงขายกองทุน LTF ที่ครบกำหนดจะมีไม่มาก เนื่องจากดัชนีเมื่อปี 2555 โดยเฉพาะในช่วงปลายปีซึ่งเป็นช่วงที่นักลงทุนเข้าซื้อกองทุน LTF มากที่สุดเคลื่อนไหวเฉลี่ยที่ระดับ 1,200-1,250 จุด ซึ่งไม่ต่างไปจากระดับดัชนีในปัจจุบัน จึงไม่มีแรงจูงใจที่จะทำให้นักลงทุนที่ถือกองทุน LTF ในช่วงปีดังกล่าวขายเพื่อไถ่ถอนเงินคืน สำหรับนักลงทุนที่ซื้อกองทุน LTF ก่อนปี 2555 ซึ่งเป็นช่วงที่ระดับดัชนียังต่ำกว่า 1,200 จุด คาดว่านักลงทุนเหล่านี้ทยอยขายได้ในทุกช่วงเวลาอยู่แล้วกลยุทธ์การลงทุนเดือนนี้ แนะนำให้เลือกซื้อรายตัว หรือ Selective BUY ยังเน้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่าและกลุ่มพลังงานทดแทนที่จะมีการประมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หน่วยงานราชการ 600 เมกะวัตต์
“หุ้น Top Pick เดือน ม.ค. ได้แก่ บริษัท เอสวีไอ SVI ให้ราคาเป้าหมายหุ้นละ 5.30 บาท บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป TU เป้าหมาย 19.60 บาท และ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) ให้เป้า 28 บาท ส่วนในปี 2556 ให้เลือกซื้อหุ้น GUNKUL บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป (EPG) และบริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 (SAWAD) บล.กรุงศรี ระบุ
กรณีควบกิจการของบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) และบริษัท ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) เพื่อตั้งบริษัทใหม่ คือ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) ซึ่งหุ้นจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ วันที่ 5 ม.ค.นี้ บล.กรุงศรี วิเคราะห์ว่า รวมกันแล้วแข็งแกร่งขึ้น และ BEM เป็นหนึ่งในหุ้นจึงแนะนำซื้อ โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 5.50 บาท
รัฐบาลมีนโยบายขยายโครงข่ายของระบบทางด่วนและรถไฟฟ้ากลางใจเมืองและในปริมณฑล ซึ่งประกอบด้วยการขยายโครงข่ายระบบทางด่วนอีก 16.7 กม. เป็น 272.8 กม. หลังจากที่เส้นทางศรีรัช-วงแหวนรอบนอก เริ่มเปิดให้บริการในไตรมาส 3 ปี 2559 ส่วนโครงข่ายรถไฟฟ้าจะขยายเพิ่มอีก 106 กม. เป็น 190 กม. ในช่วงปี 2016-2020 และเพิ่มเป็น 296 กม. ตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นไป ซึ่งไม่เพียงแต่จะเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการทางด่วนและรถไฟฟ้าของ BEM เท่านั้น แต่บริษัทยังมีโอกาสสูงที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ดำเนินการเส้นทางที่ต่อขยายด้วย
นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยกระตุ้นด้านบวกหลายตัวที่จะช่วยหนุนให้กำไรต่อหุ้นในปี 2559 โตได้ถึง 64% เป็น 3,600 ล้านบาท ผู้บริหารจะเจรจากับเจ้าหนี้ของ BMCL เพื่อขอลดต้นทุนทางการเงินลงเหลือ 4-4.50% จาก 6.5% และจะช่วยประหยัดดอกเบี้ยลงได้ปีละ 200 ล้านบาท และการเปิดให้บริการทางด่วนเส้นศรีรัช-วงแหวนรอบนอก ก็น่าจะช่วยเพิ่มกำไรอีกปีละประมาณ 800 ล้านบาท และการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าสายสีม่วงจะช่วยสร้างกำไรเพิ่มอีกปีละ 120-160 ล้านบาท







