
เปิดทางปรับธุรกิจ สู่บริษัทดาวรุ่งประเทศ
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
ในปี 2559 ถูกขนานนามว่า เป็นปีที่เอสเอ็มอีไทยต้องปรับธุรกิจครั้งใหญ่ ไปสร้างธุรกิจเพื่ออนาคต และต้องเร่งปรับตัวเพื่อสร้างนวัตกรรม พร้อมทำแผนรับมือกับการแข่งขันที่มีมากขึ้น เมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่ง สสว.จึงกระตุ้นให้เอสเอ็มอีไทยเร่งปรับธุรกิจ พร้อมเผยทางสร้างธุรกิจสู่ดาวรุ่งของประเทศ
“สาลินี วังตาล” ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า เอสเอ็มอีที่เป็นดาวเด่นในปี 2559 จะต้องเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้จำนวนคนน้อย หรือเป็นอุตสาหกรรม 10 กลุ่มที่รัฐบาลส่งเสริมเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ประกอบไปด้วย First S-curve ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต 2.อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ 3.อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 4.อุตสาหกรรมเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และ 5.อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารแห่งอนาคต
ส่วน 5 New S-curve ได้แก่ 1.อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ 2.อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ 3.อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ 4.อุตสาหกรรมดิจิทัล และ 5.อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ โดย 10 อุตสาหกรรมดังกล่าวมีการขยายตัวสูงตามเศรษฐกิจโลก
ขณะที่อุตสาหกรรมที่เติบโตน้อย จะต้องเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้คนจำนวนมาก และต้องเป็นอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการใช้แรงงานระดับสูง
“สาลินี” กล่าวว่า การปรับตัวของเอสเอ็มอีนั้น ผู้ประกอบการต้องสำรวจธุรกิจอย่างจริงจังว่า ธุรกิจที่กำลังดำเนินการอยู่มีวงจรธุรกิจอย่างไร (Business Cycle) มีการขยายตัวในอัตราที่สูงหรือต่ำกว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของประเทศไทย หากจีดีพีขยายตัวต่ำกว่า ต้องเร่งปรับตัวเพื่อสร้างโอกาสธุรกิจใหม่ แต่หากประเมินระยะยาวแข่งขันไม่ได้ ก็ควรต้องปรับไปสู่การทำธุรกิจใหม่ หรือใช้นวัตกรรมเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้ธุรกิจ สิ่งสำคัญคือ ต้องมีนวัตกรรมในธุรกิจ
ส่วนการที่จะทำให้ธุรกิจไทยปรับมาสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคตนั้น จะต้องมีการจัดทำโปรแกรมเพื่อพัฒนาทักษะของแรงงานใหม่ทั้งระบบ โดย สสว.มีแผนจัดทำโครงการและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งแผนนี้จะรวมอยู่ในแผนแม่บทของ สสว.ในการส่งเสริมเอสเอ็มอีฉบับใหม่ที่จะเริ่มปี 2560-2564 โดยปัจจุบัน สสว.มีการส่งเสริมเอสเอ็มอีใน 19 คลัสเตอร์สำคัญ ซึ่งมีประมาณ 11 คลัสเตอร์ที่เชื่อมโยงกับ 10 อุตสาหกรรมดาวเด่น จึงสามารถปรับแผนและงบส่งเสริมเอสเอ็มอีให้สอดคล้องกับภาครัฐได้
การปรับตัวอีกด้าน คือ ขยายตลาดสู่อี-คอมเมิร์ซ ซึ่งจะต้องมีช่องทางขายสินค้าผ่านอี-คอมเมิร์ซ โดย สสว.จะเร่งจัดทำแฟลตฟอร์มสำหรับการทำตลาดออนไลน์ พร้อมจัดทำระบบโลจิสติกส์ ส่งเสริมการขายสินค้าผ่านออนไลน์ เพราะสิ่งที่ยากสุดในการทำตลาดออนไลน์ คือ โลจิสติกส์ ที่ต้องเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการมากที่สุด คาดว่าจะเห็นแฟลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซได้อย่างชัดเจนในปี 2558 ซึ่ง สสว.จะร่วมมือทำกับภาคเอกชน
ต่อมา คือ สร้างแบรนด์สินค้าให้โดดเด่น เพราะที่ผ่านมาเอสเอ็มอีไทยเป็นผู้รับจ้างผลิตสินค้า (โออีเอ็ม) เป็นหลัก จึงต้องเร่งหันมาเจรจาต่อรองกับเอกชนที่ให้เอสเอ็มอีผลิตสินค้า ด้วยการให้มีการระบุถึงผู้ประกอบการที่ผลิตว่าเป็นแบรนด์จากประเทศไทย อีกทั้งเอสเอ็มอีต้องเร่งมาสร้างแบรนด์เอง และมุ่งรักษามาตรฐานการผลิตสินค้า เพื่อทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักและแข่งขันได้ระยะยาว
พร้อมกันนี้ ต้องปรับตัวสู่ตลาดอาเซียน ผ่านรูปแบบทั้งทำตลาดออนไลน์ หรือมีตัวแทนจำหน่าย และการจับคู่ธุรกิจ โดยจะต้องมีพี่เลี้ยงคอยแนะนำเอสเอ็มอีให้ออกไปต่างประเทศ คือ บริษัทขนาดใหญ่ต้องคอยส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอีออกไปต่างประเทศ ยกตัวอย่างประเทศญี่ปุ่น มีกฎหมายให้บริษัทขนาดใหญ่ที่จะไปลงทุนต่างประเทศ จะต้องนำพาบริษัทขนาดเล็กไปด้วย ทำให้เอสเอ็มอีญี่ปุ่นเติบโต ซึ่งในไทยยังไม่มีเรื่องนี้ แต่ สสว.มีเครือข่ายพร้อมส่งเสริมเอสเอ็มอีสู่อาเซียน
“สาลินี” กล่าวทิ้งท้ายว่า ในปี 2559 ภาครัฐต่างเพิ่มงบและทำโครงการส่งเสริมจำนวนมาก สิ่งแรกที่เอสเอ็มอีต้องปรับธุรกิจรับปีใหม่นี้ คือ เข้ามาอยู่ในระบบจดทะเบียนธุรกิจถูกต้องและทำบัญชีเดียว เพื่อให้สามารถเข้าร่วมโครงการรัฐและโตไปพร้อมกับประเทศไทยให้ได้







