
ฟาด‘ค่าต๋ง’พุงกาง
ไตรมาส2แบงก์รับไปเต็มๆ2.5หมื่นล้านวงในเชื่อทยอยลดก่อนสิ้นปี
โพสต์ทูเดย์
— อึ้งแค่ 3 เดือน ธนาคารฟันรายได้ค่าธรรมเนียม 2.5 หมื่นล้าน ธนาคารยอมรับจะทยอยลดค่าธรรมเนียม กสิกรไทยคาดไตรมาส 3 เห็นเป็นรูปธรรมรายงานข่าวแจ้งว่า ธนาคาร 12 แห่งมีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการในไตรมาส 2 ที่ 2.54 หมื่นล้านบาท เติบโต 15.63% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 2.19 หมื่นล้านบาท โดยกสิกรไทยมีรายได้ส่วนนี้โดดเด่นที่สุดที่ 5,347 ล้านบาท รองลงมาได้แก่ ไทยพาณิชย์ ที่ 5,218 ล้านบาท และธนาคารกรุงเทพ ที่ 5,180 ล้านบาท
ขณะที่กรุงไทย แม้จะมีรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการน้อยกว่าธนาคารใหญ่แห่งอื่นที่ 2,991 ล้านบาท แต่มีอัตราเติบโต 25% จากปีก่อนหน้า เพราะได้ค่าธรรมเนียมจากการปล่อยสินเชื่อหมุนเวียน
นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การปรับลดค่าธรรมเนียมนั้นทุกคนก็พยายามลดอยู่ เพียงแต่ต้องดูให้รอบด้าน ไม่ได้ดูตัวใดตัวหนึ่ง ซึ่งแต่ละปีต้นทุนธนาคารจะลดลงได้ 0.51% ซึ่งถือว่าลดได้มากแล้ว
สำหรับไทยพาณิชย์ ต้องการเพิ่มสัดส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยให้เป็น 40% จากปัจจุบันอยู่ที่ 30% โดยจะมาจากบริการทุกอย่างรวมกัน การขยายสาขาทำให้ต้นทุนเพิ่ม แต่เป็นผลดีในการขายผลิตภัณฑ์
นายธีรนันท์ ศรีหงส์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า คาดว่าภายในไตรมาส 3 น่าจะเห็นแนวทางที่เป็นรูปธรรมจากสมาคม เพราะคณะทำงานหารือกันทุก 2 สัปดาห์ เพื่อศึกษาให้รอบด้าน ซึ่งบริการอิเล็กทรอนิกส์เมื่อผู้ใช้บริการเพิ่มมากขึ้นถึงระดับหนึ่ง ปริมาณธุรกรรมมีจำนวนมาก ต้นทุนต่อรายการปรับลด ก็มีช่องทางลดค่าธรรมเนียมลงมาได้
นายธีรนันท์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าตอนนี้สังคมมองธนาคารเป็นผู้ร้าย ซึ่งอยากให้เข้าใจธนาคารด้วยว่า ปัจจุบันบริการบางอย่างต้นทุนสูง แต่เก็บค่าธรรมเนียมเพียงเล็กน้อย เช่น เช็ค หรือบริการหน้าเคาน์เตอร์ ค่าใช้จ่ายสูง แต่ให้บริการฟรี ซึ่งทำได้เพราะได้รับการชดเชยจากบริการบางอย่าง
นายมนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรเข้ามาดูแลส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างเงินฝากและเงินกู้ (สเปรด) ของไทยให้ลดลงอย่างจริงจัง
ทั้งนี้ หากต้องการสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคเอกชนไทย เพื่อให้ภาคเอกชนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจนั้น ธปท.ควรเข้ามาดูแลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ของดอกเบี้ยในระบบของไทยในปีนี้ให้อยู่ที่ 3% ซึ่งเป็นส่วนต่างดอกเบี้ยที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจไทย ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน
“
ธปท.ควรจะดูแลสเปรดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ให้ลดลง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับภาคเอกชนไทย เพราะในต่างประเทศนั้น ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ห่างกันเพียง 22.5% เท่านั้น ขณะที่ของไทยสูงถึง 45% ทำให้ยากที่ภาคเอกชนไทยจะแข่งขันในต่างประเทศ เนื่องจากมีต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่า” นายมนตรี กล่าว






