
ออมสินสั่งตรึงดอกเบี้ยกู้ฝากเอ็กซิมแบงก์เน้นอุ้มภาคธุรกิจ
โพสต์ทูเดย์ — ออมสินยันไม่ปรับดอกเบี้ยทั้งฝากและกู้ขึ้น มั่นใจผลตอบแทนดีกว่าธนาคารพาณิชย์
นายเลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินยังไม่มีนโยบายในการปรับเพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ในขณะนี้ เนื่องจากเห็นว่าผลตอบแทนของผลิตภัณฑ์เงินฝากของธนาคารยังได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนอยู่ สะท้อนจากสลากออมสินพิเศษ เงินฝากคุ้มแล้ว คุ้มอีก ที่มียอดจำหน่ายเฉลี่ยมากกว่า 2 หมื่นล้านบาทต่อเดือน เนื่องจากจ่ายผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ระดับสูงกว่า 2% ซึ่งถือว่าสูงกว่าการฝากเงินออมทรัพย์ทั่วไป
นอกจากนี้ จากการศึกษาข้อมูลยังพบว่าหากธนาคารพาณิชย์มีการปรับเพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากอีก แต่ผลตอบแทนภาพรวมยังน้อยกว่าผลตอบแทนของธนาคารออมสินในปัจจุบัน ประกอบกับสัดส่วนเงินฝากส่วนใหญ่ของธนาคารประมาณ 80% เป็นเงินฝากประจำ ที่เหลืออีก 20% เป็นเงินฝากออมทรัพย์ ดังนั้นการปรับเพิ่มดอกเบี้ยจะยังไม่ส่งผลโดยตรงต่อลูกค้า เว้นแต่กรณีที่อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นจนทำให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยเงินฝากลดลง ธนาคารจึงจะพิจารณาปรับเพิ่มดอกเบี้ยเงินฝาก
“
การที่ธนาคารพาณิชย์จะปรับดอกเบี้ยเงินฝากหรือกู้ขึ้น แต่ธนาคารยังไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นตาม เพราะผลตอบแทนด้านเงินฝากของธนาคารยังสูงกว่า แต่ออมสินถ้าปรับดอกเบี้ยขึ้นก็คงจะปรับดอกฝากก่อน ไม่เหมือนกับธนาคารพาณิชย์ที่จะปรับขึ้นทั้งสองขา เพราะต้องคำนึงถึงรายได้ของลูกหนี้ด้วยว่าปรับเพิ่มตามภาระที่สูงขึ้นหรือไม่” นายเลอศักดิ์ กล่าวนายเลอศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับผลการดำเนินงานของธนาคารออมสิน ณ สิ้นเดือน พ.ค. มียอดเงินฝากคงเหลือกว่า 1.01 ล้านล้านบาท สูงเป็นอันดับที่ 4 ในระบบธนาคาร ยอดสินเชื่อคงค้างสูงกว่า 8.85 แสนล้านบาท สูงเป็นอันดับที่ 5 ในระบบธนาคาร มีสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นกว่า 1.16 ล้านล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 7,348 ล้านบาท
ด้านายนริศ ชัยสูตร รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) กล่าวว่า แนวทางการทำงานของธนาคาร นับจากนี้จะมุ่งเน้นบทบาทการเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาให้มากขึ้น ตามนโยบายของนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง โดยจะเพิ่มบทบาทในการสนับสนุนธุรกิจหรือกิจการการลงทุนที่จะช่วยลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศ หรือสนับสนุนการได้มาซึ่งเงินตราต่างประเทศให้มากขึ้น
อย่างไรก็ดี บทบาทด้านการสนับสนุนการส่งออกที่มีสัดส่วนประมาณ 40% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งหมด ก็ยังคงเป็นภารกิจหลักที่สำคัญที่สุดเช่นเดิม
นายนริศ กล่าวว่า กิจการที่กำลังพิจารณาว่า ธนาคารน่าจะเข้าไปสนับสนุน อาทิ กิจการด้านโลจิสติกส์ ที่ทุกวันนี้ต้องเสียค่าบริการแพงมาก รวมถึงสนับสนุนการลงทุนสร้างแบรนด์คุณภาพที่มีความยั่งยืนของคนไทย







