
แฟรนไชส์แห่เจาะตลาดอินโดฯ
หอการค้าอินโดนีเซียคาดแฟรนไชส์ขยายตัวปี 2016 ชี้ต่างชาติแค่เจาะตลาดไม่เน้นลงทุน
หอการค้าอินโดนีเซียคาดแฟรนไชส์ขยายตัวปี 2016 ชี้ต่างชาติแค่เจาะตลาดไม่เน้นลงทุน
อาเมอร์ คารามอย ประธานกรรมการหน่วยแฟรนไชส์และใบอนุญาต ของสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอินโดนีเซีย (คาดิน) เปิดเผยว่า แม้ธุรกิจแฟรนไชส์ในอินโดนีเซียจะมีแนวโน้มขยายตัวขึ้น 30% ในปีหน้า จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แต่ก็อาจเป็นได้แค่เพียงตลาดที่ต่างชาติเข้ามาขายสินค้า ไม่ได้เข้ามาลงทุนด้วย เนื่องจากกฎระเบียบของอินโดนีเซียที่ไม่สนับสนุนการลงทุนจากต่างชาติ
อาเมอร์ คาดว่าจะมีแฟรนไชส์จากในภูมิภาคเข้ามามากขึ้น จากปัจจุบันที่มีแฟรนไชส์ต่างชาติในอินโดนีเซีย 230 ราย และธุรกิจส่วนใหญ่จะมาจากภาคอาหารและเครื่องดื่ม และอุตสาหกรรมด้านการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มสถาบันความงาม รวมทั้งด้านการศึกษา และร้านค้าสะดวกซื้อ
อย่างไรก็ดี ปัญหาด้านการขอใบอนุญาตและเอกสารการลงทุนที่ซับซ้อนและยุ่งยาก ทำให้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจของอินโดนีเซียไม่ดึงดูดนักลงทุนมากนัก และอาจทำให้เป็นได้แค่ตลาดรองรับธุรกิจดังกล่าวจากต่างชาติ นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคสำคัญจากนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในปี 2013 ที่กำหนดให้ธุรกิจแฟรนไชส์ต้องขายสินค้าท้องถิ่น 80% ของสินค้าทั้งหมดในร้านอีกด้วย
อาเมอร์ กล่าวด้วยว่า แฟรนไชส์ จากต่างชาติจะไม่เข้ามาทำธุรกิจในอินโดนีเซียเป็นแห่งแรก แต่จะไปเปิดสำนักงานใหญ่ใน ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ก่อนแล้วจึงค่อยขยายสาขามายังอินโดนีเซีย โดยธุรกิจเหล่านี้จะใช้ประโยชน์จาก
ข้อตกลงการค้าเสรีที่อินโดนีเซียได้ทำร่วมกับประทศอาเซียนดังกล่าว
นอกจากนี้ อาเมอร์ ยังระบุว่า เมื่อเปรียบเทียบกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในเวียดนาม ซึ่งมีบรรยากาศที่ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ และมีกระบวนการในการขอใบอนุญาตที่ไม่ยุ่งยากนัก ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าการดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนด้านการผลิตและด้านอื่นๆ ในอินโดนีเซียเป็นเรื่องยาก
ปัจจุบันอินโดนีเซียพยายามแก้ปัญหาความยุ่งยากและล่าช้าในการดำเนินงานภาครัฐ ด้วยการออกแพ็กเกจการขอใบอนุญาตลงทุน โดยคณะกรรมการประสานการลงทุนของอินโดนีเซีย ได้เสนอบริการสำหรับการลงทะเบียนของธุรกิจ และการขอใบอนุญาต 8 รายการในครั้งเดียว
สำหรับนโยบายดังกล่าวทำให้อินโดนีเซียไต่อันดับในรายงานการทำธุรกิจปี 2016 ของธนาคารโลก ขึ้น 11 อันดับ ไปอยู่ที่ 109 ของโลก แต่ยังตามหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 90







