
"อนันตพร" หวังลงทุนท่อขนน้ำมัน2หมื่นล้านกระตุ้นเศรษฐกิจ
รมว.พลังงานเป็นประธานลงนามขยายระบบขนส่งน้ำมันทางท่อในภาคเหนือ มั่นใจช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันไทย
รมว.พลังงานเป็นประธานลงนามขยายระบบขนส่งน้ำมันทางท่อในภาคเหนือ มั่นใจช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันไทย
พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีร่วมลงนามโครงการขยายระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อทางภาคเหนือระหว่างกรมธุรกิจพลังงานและบริษัทขนส่งน้ำมันทางท่อ(เอฟพีที) ว่า ขณะนี้กรมกรมธุรกิจได้คัดเลือกผู้ลงทุนขยายระบบการขนส่งน้ำมันทั้ง 2 เส้นทางเรียบร้อยแล้ว โดยเส้นทางภาคเหนือ ได้แก่ บริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ(เอฟพีที) ซึ่งจะทำการต่อขยายจากระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อเดิมที่ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยแบ่งการลงทุนเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 อ.บางปะอิน – จ.กำแพงเพชร ระยะทาง 350 กิโลเมตร และระยะที่ 2 จ.กำแพงเพชร – จ.ลำปาง ระยะทาง 220 กิโลเมตร โดยมีคลังน้ำมันปลายทางที่ จ.พิจิตร และ จ.ลำปาง
ทั้งนี้ทางภาครัฐ จะทำหน้าที่ให้การสนับสนุนผู้ลงทุนฯ ในการดำเนินการประสานขอความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในการวางท่อขนส่งน้ำมัน ออกใบอนุญาตให้ผู้ลงทุนและ ให้ข้อเสนอแนะ แนะนำ และข้อคิดเห็นต่อการดำเนินโครงการ ให้สอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐ ส่วนผู้ลงทุนจะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2559 และก่อสร้างระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อและคลังน้ำมันให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2561
สำหรับท่อขนส่งน้ำมันเส้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดมีผู้ที่สนใจลงทุน 2 ราย คือ บริษัทเอสซี กรุ๊ป และบริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น ซึ่งจะทำการต่อขยายจากระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อเดิมของบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย (แทปไลน์)ที่ จ.สระบุรี ไปยัง จ.นครราชสีมา และ จ.ขอนแก่น ระยะทาง 340 กิโลเมตร เมื่อได้ข้อสรุปแล้วกรมธุรกิจพลังงาน. จะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงในลำดับถัดไป
“โครงการขยายระบบการขนส่งน้ำมันทางท่อไปยังภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากจะเป็นโครงการที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งน้ำมันของประเทศ รองรับการขยายตัวด้านการใช้น้ำมันในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในการก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงานของภูมิภาค ลดความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงในการขนส่ง ลดปัญหาด้านอุบัติเหตุรวมถึงแก้ปัญหา ด้านสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง ยังเป็นโครงการสำคัญที่มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศด้วยมูลค่าการลงทุน 2 เส้นทางรวมกว่า 2 หมื่นล้านบาท” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน







