
'วรรณ'แนะเพิ่มลงทุนหุ้นไทย
“วรรณ” ชี้หุ้นไทยลงแรง-เร็วเกินพื้นฐาน แนะเพิ่มลงทุน “ทิสโก้” ลุ้นหุ้นรีบาวด์
“วรรณ” ชี้หุ้นไทยลงแรง-เร็วเกินพื้นฐาน แนะเพิ่มลงทุน “ทิสโก้” ลุ้นหุ้นรีบาวด์
นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ เปิดเผยว่า ในช่วงนี้แนะนำให้นักลงทุนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเป็นประมาณ 20-30% ของพอร์ต จากก่อนหน้านี้ที่แนะนำให้ลงทุนประมาณ 10-15% ของพอร์ต
“มูลค่าหุ้นไทยในขณะนี้ลดลงจนมาถึงระดับที่น่าสนใจแล้ว และถือเป็นการปรับลดลงที่รวดเร็วและแรงเกินกว่าปัจจัยลบที่เข้ามากระทบ ในขณะที่ปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจและบริษัทจดทะเบียนยังคงไปได้ และยังประเมินว่าดัชนีหุ้นไทยปี 2559 จะสามารถขึ้นไปได้ถึง 1,567 จุด ดังนั้นในช่วงนี้เป็นโอกาสลงทุน” นายวิน กล่าว
นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ลดสัดส่วนการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เหลือ 20% จากเดิมที่แนะนำให้มีไว้ประมาณ 30% และลดสัดส่วนกองทุนตราสารหนี้ลงเหลือ 20-30% จากเดิมที่มี
อยู่ 30-40% ในขณะที่ยังคงน้ำหนักการลงทุนในหุ้นต่างประเทศไว้ที่ 10-15%
นายวิน กล่าวอีกว่า บลจ.วรรณ ปรับพอร์ตลงทุนของกองทุนหุ้นไทย โดยลดน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มก่อสร้างและสื่อสาร แต่เพิ่มน้ำหนักลงทุนกลุ่มปิโตรเคมี ท่องเที่ยว ขนส่ง และการบริโภค
“กลุ่มอุตสาหกรรมที่เราเพิ่มน้ำหนักการลงทุนจะเป็นกลุ่มที่จะให้ผลตอบแทนดีกว่าดัชนีหุ้นไทย เพราะจะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจที่มีการพัฒนาขึ้น และการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐ” นายวิน กล่าว
พร้อมกันนี้ วันที่ 14-17 ธ.ค. 2558 บลจ.วรรณ ยังเปิดขายกองทุนเปิดวรรณ ออพพอร์ทูนิตี้ 5/1 ฟันด์ โดยตั้งเป้าหมายกำไร 5% ภายใน 5 เดือน โดยจะทยอยลงทุนเมื่อดัชนีอยู่ระหว่าง 1,250-1,300 จุด ซึ่งหากดัชนีขึ้นไปถึง 1,380 จุด จะทำให้ได้ผลตอบแทนตามเป้าหมาย
ด้าน นายสาห์รัช ชัฎสุวรรณ ผู้อำนวยการสายการตลาด บลจ.ทิสโก้ กล่าวว่า การปรับตัวลงแรงของตลาดหุ้นไทยมองว่าเป็นโอกาสดีของคนที่ยังไม่ได้ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) รวมถึงคนที่จะเข้าลงทุนในตลาดหุ้น แต่จะต้องเลือกหุ้นรายบริษัทที่ได้ผลดีจากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง เช่น สายการบิน รวมถึงหุ้นในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากโครงการลงทุนภาครัฐในปีหน้า กลุ่มท่องเที่ยวและกลุ่มบริษัทที่มีรายได้จากกลุ่มซีแอลเอ็มวี
“ตอนนี้นักลงทุนต่างขายหุ้นทั่วโลก เพราะคาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 15-16 ธ.ค.นี้ แต่สิ่งสำคัญรอดูว่าเฟดจะส่งสัญญาณออกมาอย่างไรต่อไปหากขึ้นดอกเบี้ยในครั้งนี้แล้ว หากยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยอีกระยะหนึ่ง จะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นและราคาโภคภัณฑ์มีโอกาส
รีบาวด์ขึ้นได้” นายสาห์รัช กล่าว
ปัจจุบัน นักลงทุนขายหุ้นทั่วโลก หันไปพักเงินโดยถือเงินเหรียญสหรัฐและเงินเยนของญี่ปุ่น รวมถึงพันธบัตรสหรัฐ







