posttoday
ผลตอบแทนกับความผันผวน

ผลตอบแทนกับความผันผวน

15 ธันวาคม 2558

สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รัก แน่นอนครับว่า ทุกๆ ปลายปีเม็ดเงินจะเริ่มสะพัดขึ้น แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ ประกอบกับความคาดหวังในการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งแน่นอนครับว่าจะผูกพันถึงความมั่นคงและการเติบโตของรายได้ของเราด้วย วันนี้ผมจึงอยากขยายความถึงองค์ประกอบหลักอีกด้านหนึ่งของการลงทุน รวมถึงเพิ่มมุมมองถึงสินทรัพย์ประเภทอื่นที่น่าสนใจในช่วงนี้

สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รัก แน่นอนครับว่า ทุกๆ ปลายปีเม็ดเงินจะเริ่มสะพัดขึ้น แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจ ประกอบกับความคาดหวังในการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งแน่นอนครับว่าจะผูกพันถึงความมั่นคงและการเติบโตของรายได้ของเราด้วย วันนี้ผมจึงอยากขยายความถึงองค์ประกอบหลักอีกด้านหนึ่งของการลงทุน รวมถึงเพิ่มมุมมองถึงสินทรัพย์ประเภทอื่นที่น่าสนใจในช่วงนี้

ในการลงทุน สิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญคือ “ผลตอบแทนและความเสี่ยง” ซึ่งองค์ประกอบของผลตอบแทนสามารถแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ เงินที่ได้รับจากสินทรัพย์ (เงินปันผล ดอกเบี้ย) และการเพิ่มขึ้นของราคา ซึ่งแต่ละหลักทรัพย์จะมีองค์ประกอบทั้งสองอยู่แต่ในสัดส่วนไม่เท่ากัน เช่น ตราสารหนี้มีส่วนแรกเป็นหลัก กองทุนอสังหาริมทรัพยมีส่วนแรกในสัดส่วนที่มากกว่า ในขณะที่หุ้นจะมีส่วนที่สองเป็นส่วนใหญ่ ส่วนทองคำและน้ำมันจะมีส่วนหลังเท่านั้น ดังนั้นผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุนของเราขึ้นกับสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์แต่ละอย่าง ส่วนความเสี่ยงสามารถแยกเป็นความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงของผลตอบแทนในแต่ละส่วน

หากเทียบความผันผวนของผลตอบแทนทั้งสองส่วน ความผันผวนของเงินที่รับจากสินทรัพย์ เช่น การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยของตราสารหนี้ เงินปันผลของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หรือเงินปันผลที่ได้จากหุ้นปันผล ส่วนใหญ่จะค่อนข้างต่ำ ดังนั้นผลตอบแทนที่นักลงทุนจะคาดหวังจากการลงทุนจึงคาดการณ์ง่ายกว่าการลงทุนในหุ้นที่มีองค์ประกอบของเงินปันผลน้อย

ส่วนการเปลี่ยนแปลงของราคา เช่น ราคาหุ้นที่มีความผันผวนมากกว่า เนื่องจากราคาของหุ้นที่นักลงทุนซื้อขายจะใช้การคาดการณ์ผลการดำเนินงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ข่าวที่กระทบต่อการเพิ่มขึ้นของรายได้ ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ง่าย เมื่อได้การคาดการณ์แล้วจึงทำการประมวลผลเป็นผลกำไรที่จะเติบโตในอนาคตและออกมาเป็นตัวเลขพี/อี เรโช หรือราคาหุ้นหารด้วยผลตอบแทน ซึ่งผันผวนมากกว่า และทำให้ผลตอบแทนของหุ้นผันผวนมากกว่าด้วย ส่วนทองคำและน้ำมันนั้นยิ่งไม่มีผลกำไร ดังนั้นราคาจึงสะท้อนแต่เพียงข่าวซึ่งกระทบต่ออุปสงค์และอุปทานซึ่งเป็นตัวที่นักลงทุนใช้ในการประเมินราคา (เป็นส่วนใหญ่)

ดังนั้น ในการจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสม เราจึงควรรู้ไส้ในของผลตอบแทนของพอร์ตเราก่อน เพื่อเป็นแนวทางในการวิเคราะห์หาผลตอบแทนรวม บางหลักทรัพย์ก็ง่ายแทบไม่ต้องทำอะไร เช่น ตราสารหนี้ ส่วนหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นมา (แต่ก็มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมาเช่นกัน) หลายกลุ่มที่น่าสนใจในการนำเข้ามาอยู่ในเรดาร์สำหรับพิจารณาลงทุนในอนาคต เช่น

1.กองทุนประเภทไฮยิลด์ ปัจจุบันราคาปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการสะท้อนการรับรู้เรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟด จึงเริ่มมีการให้ยิลด์ที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา โดยปัจจุบันกองทุนไฮยิลด์ที่เน้นการลงทุนในอเมริกามีผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลถึง 6.15%

2.กองทุนอสังหาริมทรัพย์ มีรายได้ส่วนหนึ่งจากเงินปันผลโดยการนำรายได้หักด้วยค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานของสินทรัพย์นั้นๆ บวกกับค่าใช้จ่ายของกองทุนแล้วจึงนำมาจ่ายเป็นเงินปันผล ซึ่งในประเทศไทยกับของสิงคโปร์ตอนนี้ให้ตัวเลขดังกล่าวค่อนข้างสูง ในขณะที่ของทางยุโรปได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้ราคาปรับตัวเพิ่มในรอบปีที่ผ่านมา

3.หุ้นปันผลในประเทศ ที่ราคาปรับตัวลดลงมาก ทำให้มีหุ้นปันผลหลายตัวที่มีอัตราการจ่ายปันผลที่สูงขึ้น โดยหุ้นบางตัวมีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอหรือจ่ายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (ส่วนใหญ่มีผลกำไรที่เพิ่มขึ้นด้วย)

แต่ถ้าเราสนใจหุ้นที่คาดว่าจะมีราคาปรับตัวสูงขึ้นจากรายได้ที่จะได้รับในอนาคตก็ต้องเข้าใจที่มาของรายได้นั้น เช่น หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว หุ้นกลุ่มรับเหมา หรือหลายคนที่ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ เช่น อเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ก็ต้องเข้าใจว่าการปรับเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นในอดีตนั้นส่วนใหญ่เกิดจากความคาดหวังของผลกำไรที่บริษัทจะได้รับเพิ่มขึ้นในอนาคต เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เริ่มฉายแววแห่งความสำเร็จออกมาให้เห็น

สุดท้ายก็ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านโชคดีและประสบความสำเร็จและความสุขจากการลงทุนครับ

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน