
นโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ
สวัสดีครับท่านผู้ติดตามคอลัมน์กระปุกเศรษฐกิจทุกท่าน ฉบับนี้เป็นฉบับส่งท้ายปี 2558
โดย...อิสระ วงศ์รุ่ง รองผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน
สวัสดีครับท่านผู้ติดตามคอลัมน์กระปุกเศรษฐกิจทุกท่าน ฉบับนี้เป็นฉบับส่งท้ายปี 2558 ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นปีแห่งความสุขของประชาชน เนื่องจากรัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการสร้างความสุขของคนในชาติ ด้วยการกำหนดนโยบายคืนความสุข เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของประชาชนด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมสวัสดิภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในทุกระดับ รวมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของ SMEs โดยรัฐบาลได้มอบหมายหน่วยงานภาครัฐและขอความร่วมมือหน่วยงานภาคเอกชนต่างๆ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศตามยุทธศาสตร์ในการเสริมสร้างความสุขและความมั่นคงของประชาชน
สถาบันการเงินของรัฐถือเป็นหนึ่งในกลไกที่มีหน้าที่ในการให้ความช่วยเหลือประชาชนตามกรอบ เพื่อร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างความสุขของประชาชน โดยให้การสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลการดำเนินโครงการตามนโยบายรัฐที่สำคัญ สำหรับปีนี้ ดังนี้ (1) โครงการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก (สินเชื่อโครงการธนาคารประชาชน) วงเงิน 3.5 หมื่นล้านบาท
(2) มาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับหมู่บ้าน โดยการให้สินเชื่อพัฒนาชนบทสำหรับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท ธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารละ 3 หมื่นล้านบาท
(3) โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs วงเงิน 1 แสนล้านบาท เป็นต้น ซึ่งโครงการที่กล่าวมาถือได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะวงเงินหมุนเวียนให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs ที่มีการขอสินเชื่อผ่านธนาคารพาณิชย์เข้ามาอย่างสูง จนทำให้วงเงินดังกล่าวหมดก่อนถึงกำหนดสิ้นสุดโครงการ
นอกจากมาตรการต่างๆ ที่ออกมาเพื่อช่วยกระตุ้นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจแล้ว ในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลได้กำหนดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์ โดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี และนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เชิญผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์และสถาบันการเงินของรัฐ (ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารกรุงไทย) ร่วมกันกำหนดมาตรการส่งเสริมการให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ซึ่งธนาคารอาคารสงเคราะห์ได้เริ่มดำเนินการไปตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค. 2558
รัฐบาลยังได้มอบหมายให้สถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสินดำเนินการส่งเสริมการให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อยและปานกลางเพิ่มเติม ผ่าน “โครงการสินเชื่อบ้านออมสินเพื่อประชาชน” สำหรับผู้มีรายได้น้อยจนถึงปานกลาง และกำหนดวงเงินสนับสนุนในเบื้องต้นจำนวน 1 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการที่ต้องการซื้อบ้านพร้อมที่ดินหรือห้องชุดคอนโดมิเนียมจะต้องมีรายได้สุทธิไม่เกิน 3 หมื่นบาท/เดือน โดยธนาคารออมสินให้กู้สูงสุดถึงรายละ 3 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ และกำหนดระยะเวลากู้สูงสุดนานถึง 30 ปี
ทั้งนี้ การดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวจะเป็นการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้มีรายได้น้อยจนถึงปานกลางให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง สร้างหลักประกัน และเสริมสร้างความสุขอย่างยั่งยืนในสังคม ซึ่งที่ผ่านมาประชาชนกลุ่มนี้เข้าถึงวงเงินสินเชื่อธนาคารค่อนข้างน้อยหรือธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถให้สินเชื่อได้ เนื่องจากมีข้อกังวลในด้านความสามารถในการชำระหนี้
ดังนั้น เมื่อสถาบันการเงินของรัฐเข้ามาให้การสนับสนุน ย่อมส่งผลต่อกำลังการซื้อที่อยู่อาศัยของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยจนถึงปานกลาง นอกจากนโยบายสนับสนุนด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัยแล้ว รัฐบาลยังมีนโยบายด้านภาษีออกมาสนับสนุน เพื่อเป็นการช่วยกระตุ้นภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้สามารถขับเคลื่อนไปได้ ซึ่งย่อมจะส่งผลต่อเนื่องไปยังระบบเศรษฐกิจของประเทศนั่นเอง







