posttoday
ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ย้ำไม่ใช่หุ้นปั่น เป็นหุ้นเติบโตปันผลดี

ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ย้ำไม่ใช่หุ้นปั่น เป็นหุ้นเติบโตปันผลดี

14 ธันวาคม 2558

บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียม

โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์

บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียม ทำเลแนวสถานีขนส่งมวลชนระบบรางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และทำเลใกล้ทางด่วน สร้างความฮือฮาให้กับนักลงทุนและตลาดหุ้นมิใช่น้อย หลังจากนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพียงเดือนเดียวก็ได้แจ้งมติคณะกรรมการขอเปลี่ยนแปลงราคาตามมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) จาก 0.50 บาท เหลือ 0.10 บาท จนเป็นที่มาให้ ตลท.ตั้งคำถามและให้ชี้แจง จนในที่สุดต้องตัดสินใจชะลอการแตกพาร์ออกไปก่อนเมื่อคลายข้อกังวล

พีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ถือหุ้นใหญ่ ORI กล่าวว่า จะแตกพาร์เพราะมีนักลงทุนรายใหญ่เข้ามาเก็บ ขณะที่นักลงทุนทั่วไปก็เข้ามาเก็บเพื่อถือและเพื่อลงทุนยาว ทำให้ปริมาณหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดมีจำนวนลดลงอย่างชัดเจน จึงคิดจะแตกพาร์เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง แต่เมื่อการแตกพาร์ได้สร้างความกังวลให้กับ ตลท. จึงตัดสินใจชะลอออกไป และยืนยันว่า ORI ไม่ใช่และไม่ต้องการที่จะเป็นหุ้นปั่น และมีเป้าหมายชัดเจนที่จะเป็นหุ้นที่มีการเติบโตสูงและปันผลที่ดีให้นักลงทุน

ปัจจุบันบริษัทมียอดขายอยู่ที่ 5,100 ล้านบาท ทะลุเป้ายอดขายที่ตั้งไว้ทั้งปีนี้ที่ 5,000 ล้านบาท โดยคาดว่ายอดขายสิ้นปีนี้มีโอกาสแตะ 5,200-5,300 ล้านบาท ส่วนแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2558 น่าจะออกมาดี เนื่องจากได้รับผลดีจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะทำให้ปีนี้รายได้จะแตะ 2,000 ล้านบาท หลัง 9 เดือนแรกมีรายได้รวมอยู่ที่ 1,350 ล้านบาท ขณะที่มีกำไรสุทธิ 261.5 ล้านบาท ยอดขายที่รอโอนและรับรู้เป็นรายได้อีก 700 ล้านบาท จากยอดขายที่รอรับรู้เป็นรายได้ในมือที่มีอยู่ 6,200 ล้านบาท ที่จะสามารถทยอยรับรู้เป็นรายได้ไปถึงปี 2560

สำหรับในปี 2559 ตั้งเป้ารายได้ที่ 4,000 ล้านบาท และยอดขายที่ 7,500 ล้านบาท มีแผนเปิด 10 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 1 หมื่นล้านบาท โดยทำเลที่จะเปิดส่วนใหญ่จะเป็นส่วนต่อขยายตามแนวรถไฟฟ้าเป็นหลัก พร้อมกันนี้บริษัทตั้งงบซื้อที่ดินปี 2559 ไว้ที่ 2,500 ล้านบาท โดยจะเน้นซื้อที่ดินที่เป็นแนวส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าทั้งในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

พีระพงศ์ กล่าวว่า แม้ว่า ORI จะเพิ่งเข้า ตลท.เพียงระยะสั้น คือเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2558 แต่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน และได้รับการเชิญให้เข้าร่วมงานไทยแลนด์โฟกัสของ ตลท.ที่ร่วมกับบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร และแบงก์ออฟอเมริกาช่วงที่ผ่านมา ซึ่งก่อนที่บริษัทจะถูกเชิญให้เข้าร่วมงาน บล.ภัทรได้เข้ามาสัมภาษณ์แผนธุรกิจและทิศทางการทำธุรกิจของบริษัท

ทั้งนี้ บริษัทได้มีแผนการธุรกิจและแผนการเติบโตที่ชัดเจน และในงานบริษัทได้พบกับผู้จัดการกองทุน 4-5 ราย ประกอบด้วย ฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย และญี่ปุ่น รวมถึงสถาบันในประเทศซึ่งส่วนใหญ่จะซักถามถึงทิศทางการทำธุรกิจและการเติบโตของบริษัท และมีนักทุนสถาบันในประเทศ 2 ราย ให้ความสนใจลงทุนในหุ้นของบริษัท หลังจากเห็นการเติบโตของบริษัทในเรื่องของรายได้และกำไร

“ตอนนี้หุ้นของบริษัทเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุน แต่ก็ติดปัญหาเรื่องสภาพคล่องของหุ้นที่นักลงทุนเข้าลงทุนและเก็บ จึงเป็นเหตุผลที่บริษัทจะเพิ่มสภาพคล่องของหุ้นและคาดว่าจะพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งภายในครึ่งปีแรกของปี 2559 หลังกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ที่มีสัดส่วน 55% ติดระยะห้ามขายหุ้นเป็นระยะเวลา 6 เดือน หลังจากเข้าซื้อขายใน ตลท.วันแรก”

เป้าหมายในระยะยาวบริษัทก็ได้คาดหวังที่จะนำหุ้น ORI เข้าไปอยู่ใน SET100 และ SET50 เป็นเป้าหมายถัดไป ซึ่งการเข้าไปสู่จุดนี้ทั้งเรื่องของสภาพคล่องและมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ก็จะต้องเป็นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แต่เมื่อบริษัทมีแผนธุรกิจและแผนการเติบโตที่ชัดเจนก็เชื่อว่าเป็นเป้าหมายที่จะสามารถทำได้

พีระพงศ์ กล่าวว่า ผลจากการเข้า ตลท.ทำให้บริษัทสามารถสร้างคอนโดมิเนียมและขายคอนโดมิเนียมได้ในระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้น เพราะ ORI กลายเป็นที่รู้จักของผู้ซื้อ ซึ่งจากเดิมเมื่อเปิดขายแต่ละโครงการจะใช้เวลา 6-8 เดือน ยอดขายจะได้ 70-80% แต่หลังเข้า ตลท.บริษัทสามารถขายได้ 70-80% ในระยะเวลา 3-4 เดือนเท่านั้น ซึ่งผลของการขายได้ที่เร็วขึ้นก็จะทำให้การหมุนของรายได้เข้าสู่บริษัทได้เร็วขึ้นด้วย

จุดเด่นสำคัญที่สุดสำหรับโครงการของบริษัท คือ สามารถกำหนดราคาขายได้ในระดับไม่สูงมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับโครงการอื่น ซึ่งห้องของบริษัทนั้นจะมีระดับราคา 1.8-2.5 ล้านบาท ในขนาดตั้งแต่ 23 ตร.ม.ถึงห้องขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถรองรับได้ตามความต้องการของผู้ซื้อ และเหตุผลที่ทำให้สามารถกำหนดราคาได้ไม่สูงมากนัก เพราะสามารถควบคุมต้นทุนในการก่อสร้างได้ดี มีต้นทุนที่ดินที่ไม่สูงมากนัก และทำโครงการคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น ซึ่งข้อดีของการทำโครงการโลว์ไรส์จะสามารถสร้างเสร็จได้ไว และสามารถหมุนรอบเงินได้ไวด้วยเช่นกัน จึงสามารถรับรู้รายได้จากการขายได้เร็ว

ORI มีระดับอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 41-42% ติดอันดับต้นๆ ของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์

แผนระยะยาวบริษัทจะทำสินค้าให้ครอบคลุมในทุกกลุ่มลูกค้าทั้งคอนโดมิเนียม บ้านแนวราบ และเข้าสู่ธุรกิจโรงแรม เพื่อที่จะสร้างความแข็งแกร่งในด้านโครงสร้างรายได้ให้มีเสถียรภาพ เพราะโดยรายได้จากการขายคอนโดมิเนียมมีสัดส่วนมากจึงทำให้โตเร็วมาก แต่ก็มีคู่แข่งขันและมีการแข่งขันสูง ดังนั้นในอีก 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทหวังที่จะให้มีรายได้จากค่าเช่าเข้ามาประมาณ 10-15% เพื่อเป็นรายได้ประจำที่แน่นอนให้กับกิจการและเพื่อความมั่นคง

ข่าวล่าสุด

Data Center ไม่ใช่แค่ตัวกินไฟ! ลดโหลดช่วงพีก ทางรอดกริดประหยัดแสนล้าน?

Data Center ไม่ใช่แค่ตัวกินไฟ! ลดโหลดช่วงพีก ทางรอดกริดประหยัดแสนล้าน?