
โค้งสุดท้าย วางแผนภาษี(1)
เดือน ธ.ค.ถือเป็นเดือนสุดท้ายของปี จะเป็นเดือนที่ผู้มีรายได้มักจะซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เพื่อนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมในช่วงปลายปีราคาของกองทุนเหล่านี้มักจะขยับตัวสูงขึ้น แต่ปีนี้ผู้ซื้อทั้งหลายคงต้องใช้ความละเอียดในการซื้อเพิ่มขึ้น เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลกระทบกับตลาดหุ้นของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับตุรกี หรือการประกาศอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาในช่วงกลางเดือนนี้
เดือน ธ.ค.ถือเป็นเดือนสุดท้ายของปี จะเป็นเดือนที่ผู้มีรายได้มักจะซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เพื่อนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมในช่วงปลายปีราคาของกองทุนเหล่านี้มักจะขยับตัวสูงขึ้น แต่ปีนี้ผู้ซื้อทั้งหลายคงต้องใช้ความละเอียดในการซื้อเพิ่มขึ้น เพราะมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลกระทบกับตลาดหุ้นของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับตุรกี หรือการประกาศอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกาในช่วงกลางเดือนนี้
สำหรับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ก็สามารถนำมาใช้ในการลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน โดยมีค่าลดหย่อนอยู่ 2 รายการก็คือ ดอกเบี้ยในการกู้ยืมเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์สามารถนำมาหักเป็นค่าลดหย่อนได้ไม่เกิน 1 แสนบาท ส่วนอีกรายการเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ล่าสุดที่รัฐบาลพึ่งประกาศออกมาไม่กี่เดือนก่อน โดยผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยในราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท สามารถใช้ราคาของอสังหาริมทรัพย์มาหักเป็นค่าลดหย่อนภาษีได้ในอัตราร้อยละ 20 ต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี แต่มีข้อแม้ว่าต้องไม่ขายอสังหาริมทรัพย์นั้นก่อนภายในเวลา 5 ปี
นอกจากนี้ ก็ยังมีรายการลดหย่อนอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็น เบี้ยประกันชีวิต เงินบริจาคต่างๆ เป็นต้น ดังนั้นเราควรจะมีการศึกษารายละเอียดอย่างรอบคอบเพื่อให้การเสียภาษีเงินได้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ขอกลับมาพูดถึงภาษีเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์กันบ้าง เป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วงเศรษฐกิจไม่ดีรัฐบาลแต่ละประเทศมีหน้าที่ต้องหารายได้เพิ่มมาพัฒนาประเทศเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แล้วรายได้นั้นจะมาจากไหน คำตอบคือควรจะมาจากคนที่มีความสามารถในการจ่ายภาษีนั่นก็คือคนรวยก่อน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่รัฐบาลปรับเรื่องของอัตราภาษีที่ดินและภาษีมรดกใหม่ ซึ่งในอนาคตอาจจะรวมไปถึงภาษีของกำไร
ที่ได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ (Capital Gains) ด้วยก็ได้
ในวันนี้ผมขอยกตัวอย่างเรื่องของการปรับอัตราภาษีของประเทศอังกฤษมาเป็นตัวอย่าง เป็นที่ทราบกันดีว่ากรุงลอนดอนคือเมืองที่อสังหาริมทรัพย์มีราคาสูงสุดในโลก เหตุผลหลักในการขับเคลื่อนราคาของอสังหาริมทรัพย์นอกจากศักยภาพโดยทั่วไปของเมืองแล้ว คงเป็นการที่รัฐบาลอังกฤษไม่ได้เก็บภาษีกำไรจากการขายอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ
ล่าสุดเมื่อต้นปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนกฎหมายใหม่ให้ชาวต่างชาติต้องเสียภาษีจากการขายอสังหาริมทรัพย์ (Capital Gains Tax) ด้วย ซึ่งอัตราที่จัดเก็บจะอยู่ระหว่างร้อยละ 18 ถึง 28 ตามฐานภาษีของแต่ละคน โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ วันที่ 5 เม.ย. 2558 ก่อนหน้านี้รัฐบาลอังกฤษก็ได้มีการปรับเพิ่มค่าอากรในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ (Stamp Duty) ด้วยเช่นกัน โดยปรับจากเดิมที่จัดเก็บในอัตราร้อยละ 5 สำหรับอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่า 1.5 ล้านปอนด์ขึ้นไป เป็นร้อยละ 12 เรียกได้ว่าช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดีรัฐบาลอังกฤษมีการเรียกเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมต่างๆ เพิ่มขึ้น
(อ่านต่อวันจันทร์หน้า)







