
การเสพและส่งต่อข่าวสาร... ก่อให้เกิด Crisis และความรุนแรงได้
ในคราวที่ผมได้มีโอกาสไปสัมมนาวิชาการที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งในเวลานั้นมีการแพร่กระจายของกระแสข่าวลือมากมายจนกระทั่งค่าเงินของมาเลเซียลดลงไปเป็นอย่างมาก แน่นอนว่ามันมีทั้งข้อมูลวิชาการ ตัวเลข ความคิดเห็น การใส่สีตีข่าว ปนเปกันไปจนหมดจนยากจะแยกแยะในเวลาที่ผู้คนรับข้อมูลเข้ามา
ในคราวที่ผมได้มีโอกาสไปสัมมนาวิชาการที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งในเวลานั้นมีการแพร่กระจายของกระแสข่าวลือมากมายจนกระทั่งค่าเงินของมาเลเซียลดลงไปเป็นอย่างมาก แน่นอนว่ามันมีทั้งข้อมูลวิชาการ ตัวเลข ความคิดเห็น การใส่สีตีข่าว ปนเปกันไปจนหมดจนยากจะแยกแยะในเวลาที่ผู้คนรับข้อมูลเข้ามา
วิทยากรท่านหนึ่งได้สะท้อนในเรื่องนี้ว่า วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจมันไม่เกิดบนระบบเศรษฐกิจจริง แต่มันจะเกิดบนพื้นที่ของการสื่อสารที่ไม่รู้ว่ามันมาจากไหน มันจะแพร่กระจายไปไหน และมันจะหยุดอย่างไร คำพูดข้อเขียนที่ไม่มีความรับผิดชอบ ไร้หลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่มีรากเหง้าของความเป็นจริง แต่สร้างจากจิตของมนุษย์ที่สมาคมกับความคิดใฝ่ต่ำ ขาดความยับยั้งชั่งใจบวกกับนิสัยใจคอของผู้คนในประเทศที่อยู่กับความเชื่อที่ว่า “ข่าวลือคือความจริงที่ยังไม่เปิดเผย” ที่สุดที่ต้องมารับเวรกรรมก็คือ “หายนะของความเป็นอยู่ของตนเอง ครอบครัว เพื่อนฝูง ญาติสนิท มิตรสหาย และประเทศชาติ”
ผมตั้งคำถามนี้กับลูกสาวที่กำลังจะเรียนจบจากคณะอักษรศาสตร์ ถามถึงปรากฏการณ์แบบนี้ ลูกสาวได้เขียนเป็นข้อคิดกลับมาดังนี้ครับ อยากเชิญชวนท่านผู้อ่านลองพิจารณาความคิดเห็นของคนรุ่นต่อจากเราๆ ท่านๆ ในเรื่องการเสพ การเชื่อ และการแพร่กระจายข้อมูลออกไป ดังนี้ครับ
...เราจะเสพข้อมูลอย่างไรท่ามกลางข้อมูลที่ล้นทะลัก? วันนี้มีวิธีการอ่านอย่างมีสติจากวิชา Critical Thinking Skills มาฝาก เวลาอ่านอะไรควรตั้งคำถามตามไปด้วยว่า
1.ผู้เขียน : ใครเขียนข้อมูล? ก่อนหน้านี้คนคนนี้ เขียนข้อมูลแบบไหนมาก่อน? เข้าข้างใครหรือไม่? เป็นผู้เชี่ยวชาญหรือไม่? เราจะเชื่อได้อย่างไร? การแชร์ข้อมูลนั้นเกิดประโยชน์และคุ้มค่าไหม? เช่น เพจในเฟซบุ๊กแคปรูปคนคนนึงแล้วบอกว่า นี่แหละครับคนร้าย” แล้วเราแชร์ต่อๆ กัน รุมด่าเขา ตามล่าหาตัว (ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว)
2.ที่มาของข้อมูล : เป็นข้อความลูกโซ่ไม่ปรากฏที่มา? มาจากกลุ่มไลน์? เป็นข่าว? เราหลงเชื่อแหล่งที่มาได้มากแค่ไหน?
3.ภาษาที่ใช้ : มีการทำให้เกิดอารมณ์ร่วม ชักจูง ด่วนสรุป หรือโยนความผิดให้ใครหรือไม่? เช่น คาดว่าชายคนนี้เป็นโจรแน่นอน!! คาดว่าเป็นสิ่งที่ยังไม่มีข้อสรุป แต่กลับจบประโยคด้วยคำว่าแน่นอน เห็นได้ว่าข้อความขัดแย้งกันเอง...
ต่อมาผมได้มีโอกาสพูดคุยกันอย่างออกรสกับลูกสาว มีการโต้แย้ง เห็นด้วยไม่เห็นด้วย กับการกระทำของน้องๆ ที่กำลังเรียนหนังสืออยู่ถึงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ จนทุกฝ่ายเช่นตัวผมในฐานะคนที่มีลูกมีหลานอดเป็นห่วงถึงความปลอดภัยในชีวิต ร่างกาย ถ้ามีการใช้อารมณ์ ความโกรธ ความเกลียดชังจน “เลือดตก ยางออก” ผมได้พูดคุยกันในประเด็นว่า “อาวุธมันจะมีอำนาจทำลายล้างได้มากกว่าปากกาที่ใช้เขียนเรื่องราวจริงหรือ” ลูกสาวเขาเขียนออกมาเป็นบทบรรยายให้ดังนี้ครับ
...ในคาบภาษาอังกฤษ อาจารย์ยกตัวอย่าง Paradox สอนน้องปี 2 ว่า A pen is mightier than a sword เราแปลไทยได้ว่า คมปากกาเหนือกว่าคมดาบ
อาจารย์ให้ใช้เวลาคิดว่าผู้เขียนต้องการจะบอกอะไรเรา
เราเถียงกับตัวเองในใจ จริงอยู่เราถูกสอนมาว่าคมดาบปกป้องประเทศให้เป็นปึกแผ่น แต่อาวุธเองก็เป็นดาบสองคมในการปกป้องตัวเอง เราอาจต้องฆ่าคนอื่นและอาวุธยังเป็นเครื่องมือในการข่มขู่ ฆ่าและควบคุม
เรามองมาที่ปากกาข้างโต๊ะ เรามีปากกาเป็นสิบแท่ง ดูแล้วไม่น่ามีอันตราย แต่สิ่งประดิษฐ์เล็กๆ นี้เคยจรดปลายลงบนกระดาษยุติสงครามมานับไม่ถ้วน ในขณะเดียวกันมันก็สามารถใช้เป็นเครื่องมือปลุกปั่นคนให้หันปืน อาวุธ ไม้ มีด ก้อนหิน เข้าหากันได้
สุดท้ายแล้วเราเลือกปากกา เราเลือกจะเขียนเพื่อให้คนคิดตามแต่ไม่ต้องคล้อยตาม เราอยากเห็นสังคมที่คนสามารถอยู่ได้ท่ามกลางความหลากหลายทางความคิด มันจะดีแค่ไหนถ้าเราเขียนสิ่งที่เราคิดแล้วแลกกันอ่านอย่างเงียบๆ เมื่อไม่พอใจก็เขียนเหตุผลของตนเองเพื่ออธิบายแทนการทำร้ายกันด้วยอาวุธ
ขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านบทความนี้ที่เขียนจากบทสนทนาของพ่อลูกที่ต่างวัย “ในแผ่นดินถิ่นเกิดแห่งนี้” ครับ







