
เปิดมุมมองออโตเดสก์ รับยุคแห่งการเชื่อมต่อ
โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์
โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์
ในแต่ละวันมีอุปกรณ์ใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่โทรศัพท์และเครื่องใช้ในบ้าน ไปจนถึงรถยนต์และโครงสร้างอาคาร โดยข้อมูลของไอดีซีระบุว่า จะมีสิ่งของถึง 3 หมื่นล้านชิ้นถูกเชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เน็ตภายในปี 2563 และรายได้จากอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ หรือ IoT จะสูงถึง 8.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปีเดียวกัน
คริส ลี ผู้จัดการฝ่ายอุตสาหกรรมประจำภูมิภาคอาเซียนของออโตเดสก์ กล่าวว่า จากแนวโน้มดังกล่าว จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของการออกแบบผลิตภัณฑ์อย่างสิ้นเชิง ซึ่งอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ จะกลายเป็นความท้าทายใหม่ของนักออกแบบ วิศวกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้านั้นๆ
ทั้งนี้ ออโตเดสก์ใช้เวลาหลายสิบปีในการออกแบบเครื่องมือเพื่อเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต แต่สิ่งที่กำลังเปลี่ยนไปขณะนี้คือ ซอฟต์แวร์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เครือข่าย และการสื่อสารระหว่างกัน ที่ถูกใส่เพิ่มเข้าไปในอุปกรณ์ที่แต่เดิมสามารถทำงานได้ด้วยตัวของมันเอง ซึ่งกลไกเหล่านี้ได้เพิ่มภาระให้กับนักออกแบบผลิตภัณฑ์ ทำให้ไม่มีใครดีไซน์ผลงานที่ทำงานได้เองอย่างเป็นเอกเทศอีกต่อไป และจำเป็นต้องพยายามคิดว่าจะทำอย่างไรให้ผลิตภัณฑ์สามารถเชื่อมต่อกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้ และอุปกรณ์ทั้งหมดจะทำงานร่วมกันเป็นระบบได้อย่างไร
ตัวอย่างของการดีไซน์และผลิตอุปกรณ์เชื่อมต่อที่น่าสนใจ เช่น อี-โฟลตเตอร์ (eFloater) ยานพาหนะไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบน้ำหนักเบา และเชื่อมต่อข้อมูลเข้าระบบเครือข่ายได้ จึงทำให้สามารถใช้งานกับโมเดลเศรษฐกิจในท้องถิ่นที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน เช่น โครงการแบ่งปันจักรยาน เป็นต้น เพื่อแก้ไขปัญหาด้านการขนส่งมวลชน
ดังนั้น ในยุคที่โลกกำลังมุ่งสู่อนาคตที่ทุกอย่างจะเชื่อมต่อกัน นักออกแบบต้องหาทางสร้างอุปกรณ์สำหรับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งออโตเดสก์สามารถให้ความรู้และเครื่องมือที่จะทำให้ลูกค้าบริหารจัดการความซับซ้อนนี้ได้ ตลอดจนสามารถสร้างผลงานที่ยืดหยุ่นและมีคุณค่ามากยิ่งขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ยังจะช่วยนักออกแบบรุ่นถัดไปให้เข้าใจถึง “อนาคตแห่งการเชื่อมต่อ” ผ่านโครงการต่างๆ
ขณะเดียวกัน การทำงานร่วมกันเป็นปัจจัยสำคัญในโลกแห่งการเชื่อมต่อ ออโตเดสก์จึงได้ร่วมมือกับผู้นำในอุตสาหกรรมนี้อีกหลายกลุ่ม เพื่อพัฒนาระบบโซลูชั่นที่ยั่งยืน พร้อมเข้าสู่อนาคตแห่งการเชื่อมต่อ รวมถึงการเพิ่มศักยภาพในการดีไซน์ ผ่านโปรแกรมอย่าง Fusion 360 สำหรับนักเรียนนักศึกษาและบริษัทสตาร์ทอัพ และยังเดินหน้าลงทุนและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะทำให้เข้าใกล้อนาคตแห่งการเชื่อมต่อไปอีกขั้น
สำหรับประเทศไทยนั้น เพียงดูจำนวนคนที่สวมใส่ฟิตบิทบนรถไฟฟ้า ซึ่งอุปกรณ์แบบสวมใส่ (Wearables) เป็นตัวอย่างที่ดีของเทคโนโลยีไอโอที ขณะที่ในด้านอุตสาหกรรมนั้น ปัจจุบันลูกค้าจำนวนมากใช้ไอโอทีเป็นจุดแข็ง และติดตั้งเซ็นเซอร์ภายในโรงงานและอาคารต่างๆ เพื่อเก็บข้อมูล ยกระดับกระบวนการผลิต ตลอดจนช่วยควบคุมการทำงานโดยรวมและการซ่อมบำรุงเครื่องมือด้วย
“ความน่าดึงดูดของเทคโนโลยีไอโอทีคือโอกาสของบริษัทต่างๆ และของระดับประเทศที่จะก้าวกระโดด ไล่ตามและนำหน้าบริษัทที่ประสบความสำเร็จหรือประเทศที่พัฒนาแล้วให้ทัน” ลี กล่าว







