
ธนชาต 'ช้าแต่ชัวร์' บุกดิจิทัลแบงก์กิ้งปีหน้า
ภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในระยะพักฟื้นเพื่อจะเดินหน้าหลังจากที่ชะลอตัวต่อเนื่องมา 1-2 ปี
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
ภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในระยะพักฟื้นเพื่อจะเดินหน้าหลังจากที่ชะลอตัวต่อเนื่องมา 1-2 ปี ทำให้ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบมีผลกำไรที่ขยายตัวในอัตราชะลอลงและหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าธนาคารขนาดเล็กจะสู้ธนาคารขนาดใหญ่ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์การทำธุรกิจของธนาคารแต่ละแห่ง
ในปี 2558 สถานการณ์สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ติดลบเริ่มบรรเทาลงจากการควบคุมคุณภาพหนี้ก่อนสินเชื่อประเภทอื่นๆ โดยธนาคารธนชาตในฐานะผู้นำสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ด้วยยอดคงค้างเกือบ 4 แสนล้านบาท เริ่มวางแผนธุรกิจในปี 2559 ปรับพอร์ตให้สมดุลยิ่งขึ้น แต่ยังขอรักษาอันดับ 1 สินเชื่อเช่าซื้อไว้ต่อไป
สมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาต คาดว่า สินเชื่อรถยนต์จะหยุดติดลบในช่วงไตรมาส 3 ของปีหน้า หลังจากหดตัวต่อเนื่องมานานกว่า 1 ปี แต่อัตราติดลบเริ่มน้อยลง โดย ณ สิ้นไตรมาส 3 ของปี 2558 พอร์ตสินเชื่อยังหดตัวอยู่เล็กน้อย 2,000 ล้านบาท เนื่องจากพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อมีขนาดใหญ่มาก ทำให้มียอดชำระคืนหนี้สูง แม้จะมีลูกค้าเช่าซื้อที่เข้ามาใหม่ก็ไม่มากพอที่จะชดเชยการติดลบได้
ทั้งนี้ ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ยังมีโอกาสจากกลุ่มรถยนต์ขนาดใหญ่ที่ได้อานิสงส์จากการที่กระทรวงการคลังจะขึ้นภาษีรถยนต์ตามการปล่อยมลพิษในปี 2559 ทำให้จะเห็นการเร่งตัดสินใจซื้อรถยนต์ขนาดใหญ่มากขึ้น แต่ในกลุ่มรถยนต์ที่เครื่องยนต์ขนาดเล็กคาดว่ายังไม่กระเตื้องขึ้นมาก ต้องรอติดตามงานมหกรรมยานยนต์สุดท้ายของปีว่ายอดขายจะเป็นเช่นไร
ซึ่งจะเป็นบทสรุปว่า เป้าหมายสินเชื่อรวมที่ต้องการให้ทรงตัว 0% จะทำได้หรือไม่
อย่างไรก็ดี แผนธุรกิจของธนาคารในระยะต่อไปยังตั้งใจขยายฐานลูกค้ารายย่อยให้หลากหลายขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยง จากปัจจุบันลูกค้ารายย่อยมีสัดส่วนเกือบ 70% และส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อเช่าซื้อ โดยแผนการปรับสมดุลพอร์ตสินเชื่อมีมานานแล้ว แต่ด้วยผลจากนโยบายคืนภาษีรถคันแรกเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ทำให้พอร์ตสินเชื่อผิดเพี้ยนไปสินเชื่อเช่าซื้อขยายตัวถึง 2 เท่าภายในเวลาอันสั้น
นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายฐานลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในปีหน้า ถึงแม้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนและเอสเอ็มอียังเป็นกลุ่มเสี่ยง แต่ธนาคารจะเลือกขยายเอสเอ็มอีในกลุ่มที่มั่นใจในคุณภาพ ได้แก่ ลูกค้าเดิมที่ต้องการขยายธุรกิจ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ธนาคารรู้จักเป็นอย่างดี และลูกค้าใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น เอสเอ็มอีที่รับเหมางานจากหน่วยงานราชการ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ค่อนข้างปลอดภัย พิจารณาเพียงประวัติการทำธุรกิจที่น่าเชื่อถือก็น่าจะปล่อยได้
สำหรับแผนสำคัญอีกประการหนึ่งในปีหน้า คือ การรุกช่องทางการให้บริการผ่านดิจิทัลแบงก์กิ้ง เพราะเป็นช่องทางที่ผู้บริโภคนิยมใช้บริการเพิ่มขึ้น โดยจะมีการเปิดตัวโมบายแบงก์กิ้งในเดือน มี.ค. 2559 และจะพัฒนาอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งในช่วงกลางปี เพื่อเพิ่มช่องทางให้บริการลูกค้ารายย่อยและเช่าซื้อสามารถทำธุรกรรมและชำระหนี้ได้ง่ายขึ้น
“ยอมรับว่าธนาคารให้บริการดิจิทัลแบงก์กิ้งช้ากว่าคู่แข่ง เพราะต้องการเน้นเรื่องความปลอดภัยของระบบให้มากที่สุด โดยได้หารือกับธนาคารโนวาสโกเทีย ผู้ถือหุ้นแคนาดา เพื่อนำเทคโนโลยีที่
ทันสมัยและปลอดภัยมาใช้”
สมเจตน์ ให้มุมมองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยด้วยว่า ในปี 2558 ที่กำลังจะผ่านไป เศรษฐกิจฐานรากค่อนข้างอ่อนแอ สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำไม่ว่าจะเป็นกองทุนหมู่บ้าน เน้นโครงการขนาดเล็กในชุมชน มาตรการเสริมสภาพคล่องให้เอสเอ็มอี พอที่ช่วยสร้างกำลังซื้อ ประคับประคองให้ประชาชนที่กำลังฝืดเคืองพอหายใจหายคอได้คล่องขึ้น
ทั้งนี้ ต้องติดตามดูว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาแล้วหลายด้าน พอจะหมุนเครื่องยนต์เศรษฐกิจได้หรือไม่ และจะมีมาตรการใหม่ๆ ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่องหรือเปล่า เพราะเป็นส่วนที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจ ซึ่งหากทำได้สำเร็จสามารถจุดเครื่องยนต์ติด เชื่อว่าเศรษฐกิจก็พร้อมจะเดินหน้า
อย่างไรก็ตาม แม้หลายฝ่ายมีมุมมองว่าเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แต่สิ่งสำคัญจะต้องดูว่าจะสามารถดีดกลับได้แค่ไหน ภายใต้พื้นฐานเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพราะเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญอย่างการส่งออกนั้นยังน่าเป็นห่วงจากประเทศคู่ค้าที่มีปัญหาเศรษฐกิจเช่นกัน ประเทศใหญ่อย่างสหรัฐฟื้นตัวชัดเจนก็จริง แต่ยุโรปและญี่ปุ่นยังฝืด ขณะที่จีนยังมีการปรับโครงสร้างภายใน จึงเป็นธรรมชาติที่ประเทศเหล่านี้จะหันไปเน้นการพึ่งพากำลังซื้อภายในประเทศของตัวเอง
ส่วนเศรษฐกิจในประเทศของไทยยังมีปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงและรายได้เกษตรกรอยู่ระดับต่ำ เป็นตัวกดดันกำลังซื้อภายในประเทศ ซึ่งภาพรวมทั้งประเทศแม้จะเป็นประเทศผู้มีรายได้ปานกลางรายได้กว่า 6,000 เหรียญสหรัฐ/คน/ปี แต่ประชากรในภาคเกษตรมีถึง 70% เมื่อเปรียบเทียบกับจีดีพีภาคเกษตรจะพบว่ารายได้ต่อคนต่อปีเฉลี่ยเพียง 1,000 เหรียญสหรัฐ/คน/ปีเท่านั้น อีกทั้งปีหน้ายังมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม คือ ปัญหาภัยแล้งที่อาจกระทบกับรายได้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นของภาครัฐที่มุ่งเบิกจ่ายโครงการลงทุนขนาดเล็กในระดับจังหวัดถือว่าเป็นการต่อลมหายใจได้ แต่เรื่องใหญ่คือโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต้องเร่งดำเนินการในปี 2559 เพื่อให้เป็นแรงกระตุ้นให้เอกชนลงทุนตาม
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่ารูปแบบการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะเติบโตเป็นส่วนๆ เช่น ท่องเที่ยวจะดีเป็นบางพื้นที่ หรือภาคเกษตรที่ภาคกลางจะเหนื่อยกว่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือแม้กระทั่งสินค้าเกษตรบางประเภท เช่น ผัก มันสำปะหลัง ราคาดี แต่ยางพารายังไม่ฟื้น ฉะนั้นจะหวังให้ทั้งประเทศเติบโตได้พร้อมกันหมดคงเป็นไปได้ยาก เพราะรัฐบาลมีกำลังจำกัดในการกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงจะเลือกกระตุ้นในพื้นที่ที่มีโอกาสขยายตัวสูง







