posttoday
คนไทยออมต่ำ ยังชักหน้าไม่ถึงหลัง

คนไทยออมต่ำ ยังชักหน้าไม่ถึงหลัง

22 กรกฎาคม 2553

8...ทีมข่าวการเงิน

รายได้คนไทยยังชักหน้าไม่ถึงหลัง ค่าใช้จ่ายสูงรายได้ต่ำ ยังไม่มั่นใจอนาคต เงินเก็บไม่มี แต่ยังมีความสุขกับการทำงาน

อุดม หงส์ชาติกุล ผู้อำนวยการโครงการเอแบค ดัชนีผู้บริโภค (ABAC Consumer Index) บัณฑิตวิทยาลัยบริหารธุรกิจ และนายกสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยว่า โครงการวิจัยเพื่อปฏิรูปคลังข้อมูลดัชนีผู้บริโภคล่าสุด ที่สำรวจโดยศูนย์วิจัยเอแบคโพลล์ จากข้อมูลประชาชนในระดับครัวเรือนอายุ 1560 ปี จำนวน 2,250 ตัวอย่าง จาก 12 จังหวัดของประเทศ ระหว่างวันที่ 1620 ก.ค.ที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อเดือนประมาณ 8,885 บาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับของกิน อาหาร มากที่สุดถึง 44.4% หรือ 3,948 บาทต่อเดือน หรือ 132 บาทต่อวัน รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายอุปโภค 10.4% หรือ 919 บาทต่อเดือน ขณะที่รายได้ของกลุ่มตัวอย่าง 82.3% มีรายได้ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน มีเพียง 17.7% ที่มีรายได้มากกว่า 1.5 หมื่นบาท

นอกจากนี้ ในส่วนของภาวะเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันเมื่อเทียบกับช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ พบว่ากลุ่มตัวอย่างเกินครึ่งคาดว่าแย่ลง 54.9% คาดว่าทรงตัว 33.9% และคาดว่าดีขึ้น 11.2% สำหรับการคาดการต่อราคาสินค้าใน 3 เดือนข้างหน้า คาดว่าเพิ่มขึ้น 78.8% คาดว่าเท่าเดิม 14.9% และคาดว่าแย่ลง 6.2%

ส่วนความเห็นต่อสภาวะการจ้างงานในปัจจุบันคาดว่าลดลง 48.7% เท่าเดิม 43.8% และเพิ่มขึ้น 7.5% ขณะที่ภาวะรายได้ของครัวเรือน คาดว่าลดลง 48.1% เท่าเดิม 41.6% และเพิ่มขึ้น 10.3%

ทั้งนี้ สิ่งที่น่าพิจารณาคงเป็นเรื่องการออมเงิน ที่พบว่าตัวอย่างถึง 57.8% ไม่มีเงินเก็บออม และมีเงินเก็บออมเพียง 42.2% เท่านั้น โดยรูปแบบการเก็บออมใน 3 อันดับแรก คือ การออมเงินฝากกับธนาคาร รองลงมาคือการทำประกัน ส่วนที่เหลือเป็นการซื้อสลากออมสิน

อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ความสุขมวลรวมของกลุ่มผู้บริโภคในที่ทำงานและการประกอบอาชีพในปัจจุบัน พบว่ามีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6.82% จากคะแนนเต็ม 10 จึงถือว่าค่อนข้างมีความสุขในการทำงานและการประกอบอาชีพในปัจจุบัน

อุดม กล่าวว่า ตัวเลขความสุขจะแสดงให้เห็นว่า ความสุขของคนไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีเงินมากหรือน้อยเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปฏิสัมพันธ์ภายในที่ทำงานหรืองานที่ตัวเองทำอยู่ด้วย

อย่างไรก็ตาม ที่สิ่งที่น่าเป็นกังวลคงเป็นเรื่องของค่าใช้จ่ายที่กลุ่มตัวอย่างมองว่าจะเพิ่มขึ้นในอนานคตและรายได้ก็จะลดลง ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีเงินออมเก็บไว้ จึงน่าเป็นข้อมูลที่ภาครัฐควรจะนำไปพิจารณา โดยเฉพาะรายงานส่วนนี้น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในเรื่องที่ภาครัฐกำลังพิจารณาการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มหรือแวต

“ภาครัฐควรทบทวนเรื่องนี้ให้ดี เพราะการขึ้นแวตจะกระทบต่อรายได้ของประชาชนโดยตรง ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพในปัจจุบันก็สูงอยู่แล้ว หากรัฐจะหารายได้เข้าคลังเพิ่มก็ควรมองเรื่องการเก็บภาษีจากผู้ที่มีรายได้สูงมากกว่า” อุดม กล่าว

นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ นวัตกรรมทางสังคมการจัดการและธุรกิจ กล่าวว่า สิ่งที่ภาครัฐควรทำคงเป็น เรื่องของการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน โครงการ ต่างๆ ที่รัฐบาลผลักดันออกมาก็ควรพิจารณาว่าเข้าถึงความต้องการของประชาชนหรือไม่ อย่างเช่น โครงการสร้างอาชีพ หรือต้นกล้าอาชีพ สุดท้ายแล้วเม็ดเงินที่เข้ามาก็แทบไม่ถึงชาวบ้านที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องหาทางให้เงินเข้าถึงชาวบ้านแบบยั่งยืนให้ได้ ให้เกิดการสร้างงานในระดับท้องถิ่น อย่างประเทศไทยมีอยู่ 8 หมื่นหมู่บ้าน แต่ละหมู่บ้านย่อมมีความต้องการไม่เหมือนกัน มีความต้องการมากและน้อยแตกต่างกัน จึงควรเจาะให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย และไม่มีเรื่องคะแนนเสียงทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน