
ประชุมเจ้าสัว เราได้อะไร
โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์
โดย...ดร.ธนิต โสรัตน์
สัปดาห์ที่ผ่านมาข่าวดังกลบกระแสที่นายกรัฐมนตรีกลับจากการประชุมสิ่งแวดล้อมที่ปารีส คือ การเชิญเศรษฐีระดับประเทศถึง 24 ราย เป็นเจ้าของธุรกิจระดับไม่น้อยกว่าแสนล้าน เพื่อขอให้ภาคเอกชนช่วยปฏิรูปประเทศไทยร่วมกับทางรัฐบาล
การประชุมครั้งนี้เป็นระดับอภิมหาเศรษฐีระดับชาติ ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะเมื่อต้นเดือน ม.ค.ปีนี้ก็เคยมีการประชุมกลุ่มนักธุรกิจใหญ่ในทำนองนี้เช่นกัน และส่วนใหญ่ก็เป็นหน้าเดิมๆ
คำถามว่า มีการประเมินผลจากการประชุมเมื่อครั้งก่อนหน้านี้ว่า มีการขับเคลื่อนอะไรเป็นชิ้นเป็นอันบ้าง และการประชุมครั้งนี้คาดหวังว่าจะได้อะไร โดยนายกฯ ขอให้ภาคธุรกิจช่วยดันเศรษฐกิจปี 2559 ให้โตได้ 4% และขอให้ช่วยสนับสนุนธุรกิจเอสเอ็มอี
ประเด็นที่น่าสนใจ เจ้าสัวหรือเศรษฐีที่ได้รับเชิญล้วนเป็นบิ๊กด้านธุรกิจระดับชาติ ทั้งนายธนาคาร นักอุตสาหกรรม ผู้นำด้านค้าปลีก-ค้าส่ง ผู้นำด้านบริการและด้านอสังหาริมทรัพย์ หากช่วยกันจริงก็คงประคับประคองเศรษฐกิจให้เงยหน้าได้ แต่ข้อเสนอของภาคธุรกิจก็เหมือนทุกครั้ง คือ มาตรการขอลดภาษี หากจะให้ช่วยอะไรก็ขอโน่น ขอนี่ เป็นการแลกเปลี่ยน
ผลสัมฤทธิ์ของการประชุมเพื่อที่จะให้เอกชนมีส่วนในการผลักดันเศรษฐกิจ ช่วยธุรกิจรายเล็กและช่วยเหลือประชาชนให้ซื้อสินค้าราคาถูก คงไม่สามารถมีมาตรการอะไรไปบังคับ เป็นเรื่องของความร่วมมือ เพราะที่จริงการดำเนินธุรกิจของเศรษฐีเหล่านี้ ส่วนใหญ่ใช้ผู้บริหารหรือซีอีโอรับจ้าง เงินเดือนเป็นหลักล้าน ต่างก็ต้องทำกำไรสูงสุดให้คุ้มค่าจ้าง ต้องดูแลผลประกอบการไม่ให้หุ้นตก ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นจึงเป็นเป้าหมายต้นๆ ของการบริหารธุรกิจ แต่จะไปว่าทั้งหมดคงไม่ได้ เพราะก็มีการเจียดเงินไปช่วยงานสังคมที่เรียกโก้ๆ ว่า “CSR” ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี
อันที่จริงการที่รัฐบาลเชิญภาคเอกชนมาให้ช่วยลดกำไรและสังคม ควรจะนำพวกบริษัทกึ่งรัฐวิสาหกิจให้เข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะ ปตท.และบริษัทในเครือ เพราะแต่ละปีกำไรมหาศาล ควรจะลดราคาน้ำมันให้ต่ำลงมาอีก ที่ลดลงบ้างคงจิ๊บจ๊อย สำหรับนโยบายที่จะให้ภาคธุรกิจเข้ามาช่วยสังคมหรือธุรกิจรายเล็กรายน้อยเป็นเรื่องของ “จิตสำนึก” เพราะแต่ละธุรกิจมุ่งทำกำไรสูงสุดปีละเป็นแสนล้านบาท ซึ่งชาวบ้านอย่างเราๆ ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมนุษย์กินข้าวแค่สามมื้อก็อิ่ม กินมากไปก็ตายเร็ว แล้วจะสะสมเงินไปถึงไหน
การประชุมเศรษฐีครั้งนี้เป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่อยากให้เป็นแค่เพียงถ่ายรูปที่ทำเนียบฯ แล้วเงียบไป หรือภาคเอกชนจะขับเคลื่อนอะไรก็ดูเหมือนต้องมีข้อแลกเปลี่ยนให้รัฐบาลช่วยลดภาษีหรือลดดอกเบี้ย ก็เท่ากับไม่ยอมเจียดกำไรเข้ามาช่วยสังคม เวลาอย่างนี้ก็ช่วยๆ กันหน่อยนะครับ







